การพัฒนาระเบียบวินัยของเด็กปฐมวัย
โดยใช้นิทานประกอบบทบาทสมมติ
โดย
นางสาวอมรรัตน์ คงสวัสดิ์
โรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์
อำเภอ
เขตห้วยขวาง จังหวัดกรุงเทพมหานคร
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
กรุงเทพมหานคร
บทที่ 1
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจึงนำเสนอตามหัวข้อต่อไปนี้
1.หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560
1.1 ความหมายของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
1.2 หลักการของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
1.3 จุดหมายของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
1.4 มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์
1.5 สาระการเรียนรู้
1.6 สาระที่ควรเรียนรู้
1.7 การประเมินพัฒนาการ
2.1 ความหมายของระเบียบวินัย
2.2 ความสำคัญของระเบียบวินัย
2.3 คุณลักษณะของการมีระเบียบวินัย
2.4 คุณค่าและประโยชน์ของการมีระเบียบวินัย
2.5 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับระเบียบวินัย
2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับระเบียบวินัย
3.นิทาน
3.1 ความหมายของนิทาน
3.2 ความสำคัญของนิทาน
3.3 จุดประสงค์ของการเล่านิทาน
3.4 ประเภทของนิทาน
3.5 การเลือกหนังสือนิทานสำหรับเด็ก
3.6 รูปแบบการเล่านิทาน
3.7 วิธีการเล่านิทาน
3.8 คุณค่าและประโยชน์ของนิทานที่มีต่อการเรียนการสอน
3.9 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทาน
4.1 ความหมายของบทบาทสมมติ
4.2 ความสำคัญของบทบาทสมมติ
4.3 ประเภทของการใช้บทบาทสมมติ
4.4 หลักการนํากิจกรรมการแสดงบทบาทสมมติมาจัดการเรียนรู้
4.5 ขั้นตอนการแสดงบทบาทสมมติ
4.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบทบาทสมมติ
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560
1.ความหมายของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
การจัดการศึกษาปฐมวัยที่ต้องพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิด - ๖ ปีให้มีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัย ความสามารถ และความแตกต่างระหว่างบุคคล เป็นการเตรียมความพร้อมที่จะเรียนรู้และสร้างรากฐานชีวิตให้พัฒนาเด็กปฐมวัยไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดีมีวินัย ภูมิใจในชาติและมีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ
2.หลักการของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริมพัฒนาการตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ตลอดจนได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเหมาะสม ด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับพ่อแม่ เด็กกับผู้สอน เด็กกับผู้เลี้ยงดู หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดู การพัฒนาและให้การศึกษาแก่เด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็กมีโอกาสพัฒนาตนเองตามลำดับขั้นของพัฒนาการทุกด้านอย่างเป็นองค์รวม มีคุณภาพ และเต็มตามศักยภาพ โดยกำหนดหลักการ ดังนี้
๑.ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัยทุกคน
๒.ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและวิถีชีวิตของเด็ก ตามบริบทของชุมชน สังคมและวัฒนธรรมไทย
๓.ยึดพัฒนาการและการพัฒนาเด็กโดยองค์รวม ผ่านการเล่นอย่างมีความหมาย และมีกิจกรรมที่หลากหลายได้ลงมือกระทำในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้เหมาะสมกับวัย และมีการพักผ่อนเพียงพอ
๔.จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กมีทักษะชีวิต และสามารถปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนดี มีวินัย และมีความสุข
๕.สร้างความรู้ ความเข้าใจ และประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็ก ระหว่างสถานศึกษากับพ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย
3.จุดหมายของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุ ๓ - ๖ ปี มุ่งให้เด็กมีพัฒนาการตามวัยเต็มตามศักยภาพ และมีความพร้อมในการเรียนรู้ต่อไป จึงกำหนดจุดหมายเพื่อให้เกิดกับเด็กเมื่อจบการศึกษาระดับปฐมวัย ดังนี้
๑.ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย แข็งแรง และมีสุขนิสัยที่ดี
๒.สุขภาพจิตดี มีสุนทรียภาพ มีคุณธรรม จริยธรรม และจิตใจที่ดีงาม
๓.มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีวินัย และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
๔.มีทักษะการคิด การใช้ภาษาสื่อสาร และการแสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับวัย
4.มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุ ๓ - ๖ ปี กำหนดมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ จำนวน ๑๒ มาตรฐาน ประกอบด้วย
๑. พัฒนาการด้านร่างกาย ประกอบด้วย ๒ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานที่ ๑ ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดี
มาตรฐานที่๒ กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและประสำนสัมพันธ์กัน
๒. พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย ๓ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานที่ ๓ มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข
มาตรฐานที่ ๔ ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว
มาตรฐานที่ ๕ มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม
๓. พัฒนาการด้านสังคม ประกอบด้วย ๓ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานที่ ๖ มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
มาตรฐานที่ ๗ รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความเป็นไทย
มาตรฐานที่ ๘ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
๔. พัฒนาการด้านสติปัญญา ประกอบด้วย ๔ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานที่ ๙ ใช้ภาษาสื่อสำรได้เหมาะสมกับวัย
มาตรฐานที่ ๑๐ มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้
มาตรฐานที่ ๑๑ มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
มาตรฐานที่ ๑๒ มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ และมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ ได้เหมาะสมกับวัย
5.สาระการเรียนรู้
สาระการเรียนรู้ เป็นสื่อกลางในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็ก เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ทุกด้าน ให้เป็นไปตามจุดหมายของหลักสูตรที่กำหนด สาระการเรียนรู้ ประกอบด้วย ประสบการณ์สำคัญ และสาระที่ควรเรียนรู้ ดังนี้
๑. ประสบการณ์สำคัญ เป็นแนวทางสำหรับผู้สอนนำไปใช้ในการออกแบบการจัดประสบการณ์ ให้เด็กเรียนรู้ ลงมือปฏิบัติ และได้รับการส่งเสริมพัฒนาการครอบคลุมทุกด้าน ดังนี้
๑.๑ ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาส พัฒนาการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อและระบบประสาท ในการทำกิจวัตรประจำวันหรือทำกิจกรรมต่างๆ และสนับสนุนให้เด็กมีโอกาสดูแลสุขภาพและสุขอนามัย สุขนิสัย และการรักษาความปลอดภัย
๑.๒ ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้แสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกของตนเองที่เหมาะสมกับวัย ตระหนักถึงลักษณะพิเศษเฉพาะที่เป็นอัตลักษณ์ ความเป็นตัวของตัวเอง มีความสุข ร่าเริงแจ่มใส การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ได้พัฒนาคุณธรรมจริยธรรม สุนทรียภาพ ความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง และความเชื่อมั่นในตนเองขณะปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ
๑.๓ ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาส ปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมต่างๆ รอบตัวจากการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ผ่านการเรียนรู้ทางสังคม เช่น การเล่น การทำงานกับผู้อื่น ฯลฯ การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน การแก้ปัญหาข้อขัดแย้งต่างๆ
๑.๔ ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้รับรู้ และเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม บุคคล และสื่อต่างๆ ด้วยกระบวนการเรียนรู้ ที่หลากหลาย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กพัฒนาการใช้ภาษา จินตนาการความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา การคิดเชิงเหตุผล การคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รอบตัว และมีความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ ที่เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ต่อไป
6.สาระที่ควรเรียนรู้
สาระที่ควรเรียนรู้ เป็นเรื่องราวรอบตัวเด็กที่นำมาเป็นสื่อกลางในการจัดกิจกรรมให้เด็กเกิดแนวคิด หลังจากนำสาระที่ควรเรียนรู้นั้นๆ มาจัดประสบการณ์ให้เด็กเพื่อให้บรรลุจุดหมายที่กำหนดไว้ทั้งนี้ไม่เน้นการท่องจำเนื้อหาผู้สอนสามารถกำหนดรายละเอียดขึ้นเองให้สอดคล้องกับวัยความต้องการและความสนใจของเด็กโดยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์สำคัญทั้งนี้อาจยืดหยุ่นเนื้อหาได้โดยคำนึงถึงประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมในชีวิตจริงของเด็ก ดังนี้
๒.๑ เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อ นามสกุล รูปร่างหน้าตา อวัยวะต่างๆ วิธีระวังรักษาร่างกายให้สะอาดและมีสุขภาพอนามัยที่ดี การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ การรักษาความปลอดภัยของตนเอง รวมทั้งการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างปลอดภัย การรู้จักประวัติความเป็นมาของตนเอง และครอบครัว การปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัวและโรงเรียน การเคารพสิทธิของตนเองและผู้อื่น การรู้จักแสดงความคิดเห็นของตนเองและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การกำกับตนเอง การเล่นและทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองตามลำพังหรือกับผู้อื่น การตระหนักรู้เกี่ยวกับตนเอง ความภาคภูมิใจในตนเอง การสะท้อน การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น การแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกอย่างเหมาะสม การแสดงมารยาทที่ดี การมีคุณธรรม จริยธรรม
๒.๒ เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับครอบครัว สถานศึกษา ชุมชน และบุคคลต่างๆ ที่เด็กต้องเกี่ยวข้องหรือใกล้ชิด และมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน สถานที่สำคัญ วันสำคัญ อาชีพของคนในชุมชน ศาสนา แหล่งวัฒนธรรมในชุมชน สัญลักษณ์ สำคัญของชาติไทย และการปฏิบัติตามวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็นไทย หรือแหล่งเรียนรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นอื่นๆ
๒.๓ ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อ ลักษณะ ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลง และความสัมพันธ์ของมนุษย์ สัตว์ พืช ตลอดจนการรู้จักเกี่ยวกับดิน น้ำ ท้องฟ้า สภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ แรงและพลังงานในชีวิตประจำวัน ที่แวดล้อมเด็ก รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการรักษาสาธารณสมบัติ
๒.๔ สิ่งต่างๆ รอบตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับกำรใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมายในชีวิตประจำวัน ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้หนังสือและตัวหนังสือ รู้จักชื่อ ลักษณะ สี ผิวสัมผัส ขนาด รูปร่าง รูปทรง ปริมาตร น้ำหนัก จำนวน ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ รอบตัว เวลา เงิน ประโยชน์ การใช้งาน และการเลือกใช้สิ่งของเครื่องใช้ ยานพาหนะ การคมนาคม เทคโนโลยีและการสื่อสาร ต่างๆ ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน อย่างประหยัด ปลอดภัย และรักษาสิ่งแวดล้อม
7.การประเมินพัฒนาการ
การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ ๓ - ๖ ปี เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญาของเด็กโดยถือเป็นกระบวนการต่อเนื่องและเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมปกติที่จัดให้เด็กในแต่ละวันผลที่ได้จากการสังเกตพัฒนาการเด็กต้องนำมาจัดทำสารนิทัศน์หรือจัดทำข้อมูลหลักฐาน หรือเอกสารอย่างเป็นระบบด้วยการรวบรวมผลงานสำหรับเด็กเป็นรายบุคคลที่สามารถบอกเรื่องราวหรือ ประสบการณ์ที่เด็กได้รับว่าเด็กเกิดการเรียนรู้และมีความก้าวหน้ำเพียงใดทั้งนี้ให้นำข้อมูลผลการประเมิน พัฒนาการเด็กมาพิจารณาปรับปรุงวางแผนการจัดกิจกรรมและส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนได้รับการพัฒนาตามจุดหมายของหลักสูตรอย่างต่อเนื่องการประเมินพัฒนาการควรยึดหลัก ดังนี้
๑.วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ
๒.ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน
๓.ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องตลอดปี
๔.ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำวันด้วยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลายไม่ควรใช้แบบทดสอบ
๕.สรุปผลการประเมินจัดทำข้อมูลและนำผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็กสำหรับวิธีการประเมินที่เหมาะสมและควรใช้กับเด็กอายุ ๓ - ๖ ปี ได้แก่ การสังเกต การบันทึก พฤติกรรม การสนทนากับเด็ก การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็กที่เก็บอย่างมีระบบ
ระเบียบวินัย
1.ความหมายของระเบียบวินัย
(พระพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9, 2547:ออนไลน์,อ้าง ถึงในวีระศักดิ์ ไชยเสน, 2548: 33) ระเบียบวินัย หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมตนเองให้เป็นไปตามที่มุ่งหวังโดยเกิดจากการสำนึกซึ่งไม่ต้องกระทำการใดๆอันเป็นผลทำให้เกิดความยุ่งยากแก่ตนเองในอนาคตหากแต่ต้องเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองแก่ตนเองและผู้อื่นโดยไม่ขัดต่อระเบียบของสังคมและไม่ขัดต่อสิทธิของผู้อื่น
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน(2547:ออนไลน์,อ้างถึงในวีระศักดิ์ไชยเสน ,2548:33) ได้แยก กล่าวถึงความหมายระหว่างคำว่าระเบียบกับวินัยออกจากกันกล่าวคือระเบียบหมายถึงถูกลำดับถูกที่เป็นแถวเป็นแนวมีลักษณะเรียบร้อยส่วนคำว่าวินัยหมายถึงระเบียบสำหรับกำกับความประพฤติให้เป็นแบบแผนอันหนึ่งอันเดียวกันระเบียบวินัยคือคุณสมบัติที่สำคัญในการดำเนินชีวิต
สุพัตรา เทียนอุดม ( 2536 : 5) ระเบียบวินัย หมายถึงแบบแผนกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้เป็นแนวปฏิบัติคนที่มีระเบียบวินัยเป็นคนที่สามารถควบคุมตนเองให้ประพฤติปฏิบัติตนได้ตามแบบแผนกฎเกณฑ์และข้อบังคับของสังคมนั้นได้โดยอาจจะใช้กฎเกณฑ์ข้อบังคับเป็นเครื่องกำหนดให้ทำตามซึ่งเรียกว่าระเบียบวินัยภายนอกหรืออาจจะปฏิบัติเพราะตระหนักถึงความถูกต้องเหมาะสมดีงามด้วยตัวของตัวเองแม้บ้างอย่างจะไม่ได้มีการกำหนดไว้เป็นกฎเกณฑ์ข้อบังคับก็ตามซึ่งเรียกว่ามีระเบียบวินัยในตนเอง
สรุปได้ว่า ระเบียบวินัย หมายถึง พฤติกรรมที่เด็กแสดงออกมาให้เห็นถึงการปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของห้องเรียนเคารพกฎกติกาข้อตกลงที่ชัดเจนรู้จักหน้าที่ของตนเองได้อย่างเหมาะสมโดยไม่มีผู้ใดบังคับซึ่งพฤติกรรมเหล่านั้น ประกอบด้วย ความรับผิดชอบ ความอดทน
2.ความสำคัญของระเบียบวินัย
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2539, หน้า 759) ได้กล่าวถึงความสําคัญของระเบียบวินัยว่า การมีระเบียบวินัยเป็นคุณลักษณะหนึ่งที่สําคัญทางบุคลิกภาพของเด็กทั้งนี้เพราะผู้มีวินัยในตนเองจะเป็นผู้ที่รู้จักกาลเทศะสนใจและเอใจใส่ต่อสังคมเป็นผู้ที่มีระเบียบและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคมและเมื่อใดก็ตามที่เด็กได้พัฒนาลักษณะดังกล่าวแล้วเด็กก็จะแสดงพฤติกรรมออกมาในลักษณะที่สังคมยอมรับทั้งต่อหน้าและลับหลังผู้ใหญ่
สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ( 2537, หน้า5-6 ) ได้อธิบายถึงความสําคัญของวินัยต่อการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้
(1) ด้านครอบครัว การที่สมาชิกในครอบครัวมีวินัย ไม่ว่าจะเป็นวินัยภายนอก หรือวินัยในตนเองย่อมก่อให้เกิดความไว้วางใจความเชื่อมั่นระหว่างสมาชิกทําให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครอบครัวโดยเฉพาะสมาชิกผู้เยาว์ของครอบครัวเติบโตขึ้นจากครอบครัวที่มีสัมพันธภาพที่ดีย่อมเป็นผู้มีบุคลิกภาพดีมีความมั่นคงทางจิตใจกล้าที่จะเรียนรู้และปรับตัวในสิ่งใหม่ๆ อันจะเป็นกําลังคนที่สําคัญในการช่วยพัฒนาประเทศสืบไป
(2) ด้านสังคม เมื่อกลุ่มคนในสังคมมีการรักษาระเบียบวินัย เคารพกฎเกณฑ์ของสังคมร่วมกัน เช่น การช่วยกันรักษาธารณสมบัติ การเคารพ ไม่ล่วงเกินสิทธิของผู้อื่น การปฏิบัติตามประเพณีแบบแผนของสังคม ก็จะทําให้การดําเนินชีวิตอยู่ร่วมกันของบุคคลเป็นไปอย่างสงบสุข
(3)ด้านเศรษฐกิจในสภาพสังคมไทยปัจจุบันมีการดําเนินงาของภาพธุรกิจอย่างรวดเร็วโดยใช้เทคโนโลยีสื่อสารเป็นเครื่องมือเวลาจึงเป็นทรัพยากรที่สําคัญยิ่งซึ่งผู้ดําเนินการทางธุรกิจจะต้องรักษาและใช้ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าทีสุดดังนั้นการมีวินัยตรงต่อเวลาและวินัยในตนเองเกี่ยวกับความซื่อสัตย์จึ่งเป็นสิ่งจําเป็นต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ
(4)ด้านการเมือง การที่ประชาชนในสังคมไทยมีความเคารพยอมรับความคิดเห็นของบุคคลอื่นที่แตกต่างไปจากคนและตระหนักสิทธิหน้าที่ของตนระบอบการปกครอบแบบประชาธิปไตยในฐานะประชาชนจะช่วยให้การพัฒนาทางการเมืองของประทศเป็นไปได้โดยง่าย
ออซูเบล ( วสัน ปุ่นผล. 2542: 15-16; อ้างอิงจาก Ausubel. 1968: 59-60) กล่าวว่า การปลูกฝังความมีระเบียบวินัยในตนเองซึ่งเป็นวัฒนธรรมของสังคมให้แก่เด็กจะช่วยให้เด็กมีลักษณะดังนี้
1.เรียนรู้มาตรฐานการกระทำหรือทำความประพฤติที่สังคมยอมรับ
2.มีวุฒิภาวะทางด้านต่างๆเพื่อเป็นผู้ใหญ่ที่มีบุคลิกภาพดีเช่นเป็นผู้นำและเป็นผู้ตามที่ดีมีความสามารถในการพึ่งตนเองมีความสามารถในการควบคุมตนเองเป็นผู้มีความมั่นคงทางอารมณ์และอดทนต่อความคับข้องใจได้
3.มีมโนธรรมที่ดี มีศีลธรรม
4.มีความปลอดภัยทางอารมณ์
สรุปได้ว่า ความมีระเบียบวินัยในตนเองเป็นสิ่งสำคัญต่อมนุษย์ทุกคนและเป็นเครื่องชี้วัดความดีของบุคคลรวมทั้งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาบุคลิกภาพของเด็กให้มีความประพฤติดีมีเหตุผลซึ่งเป็นฐานของความรับผิดชอบ การเคารพสิทธิของผู้อื่น การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การรอคอย การแก้ปัญหา สามารถควบคุมตนเองให้ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องดังนั้นความมีระเบียบวินัยเป็นหัวใจของการแสดงออกซึ่งคุณธรรมและจริยธรรมและยังเป็นแรงกำลังสำคัญในการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กเพื่อนำไปสู่การการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าบนพื้นฐานของความสงบสุขได้อย่างดี
3.คุณลักษณะของการมีระเบียบวินัย
วิวาห์วัน มูลสถาน (2523 : 23) ได้สรุปว่า บุคคลที่มีวินัยในตนเองควรมีลักษณะและพฤติกรรมประกอบไปด้วย มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความรับผิดชอบ มีความตั้งใจจริงมีลักษณะความเป็นผู้นำมีเหตุเคารพสิทธิของผู้อื่นทำตามกฎเกณฑ์ของสังคมมีความอดทนมีความเชื่อมั่นอำนาจภายในตนและมีลักษณะมุ่งอนาคต
สุภาพร จันทร์ศิริโยธิน (2526:6) ได้สรุปไว้ว่า ลักษณะของผู้ที่มีวินัยในตนเอง ประกอบด้วย
1.มีความซื่อสัตย์สุจริต
2.มีความรับผิดชอบ
3.เคารพในสิทธิของผู้อื่น
4.มีระเบียบและปฏิบัติตาม กฎเกณฑ์ของสังคม
5.มีลักษณะมุ่งอนาคต
6.มีความเป็นผู้นำ
7.มีความตรงต่อเวลา
8.มีความเชื่อมั่นในตนเอง
9.มีความอดทนขยันหมั่นเพียร
10.รู้จักเสียสละและมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
11.ยอมรับการกระทำของตน
ทัศนีย์ อินทรบำรุง ( 2539:8) ได้สรุปความมีวินัยในตนเองว่าควรมีลักษณะและพฤติกรรม ประกอบไปด้วย
1.มีความเชื่อมั่นในตนเอง
2.มีความรับผิดชอบ
3.มีความตั้งใจจริง
4.มีความเป็นผู้นำ ผู้ตาม
5.มีเหตุมีผล
6.เคารพสิทธิของผู้อื่น
7.มีความอดทน
8.มีลักษณะมุ่งอนาคต
9.มีความซื่อสัตย์สุจริต
10.มีความตรงต่อเวลา
11.รู้จักกาลเทศะ
12.ขยันหมั่นเพียร
13.รู้จักเสียสละ
14.มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
15.ยอมรับการกระทำของตนเอง
16.การปฏิบัติตามระเบียบของห้องเรียนและกฎเกณฑ์ของสังคม
สรุปได้ว่า คุณลักษณะของการมีระเบียบวินัย เป็นพื้นฐานสำคัญที่เอื้อต่อความสำเร็จของบุคคลและส่วนรวม ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคมทำให้มีความเชื่อมั่นในตนเอง ความตั้งใจจริง มีลักษณะความเป็นผู้นำยอมรับการกระทำของตนเอง มีความรับผิดชอบ มีเหตุมีผล การปฏิบัติตามระเบียบของห้องเรียนและกฎเกณฑ์ของสังคม ตรงต่อเวลา มีความซื่อสัตย์ จริงใจ กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและมีความอดทนจึงนำไปสู่การอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข
4.คุณค่าและประโยชน์ของการมีระเบียบวินัย
สินีนาฏ สุทธจินดา (2543 : 35) กล่าวว่าวินัยจะช่วยกำหนดทิศทางให้สมาชิกในสังคม ประพฤติปฏิบัติในแนวทางเดียวกันเพื่อความสงบเรียบร้อยของส่วนรวม ถ้าหากปราศจากวินัยแล้วการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมแต่ละกลุ่มก็ย่อมจะวุ่นวายสับสนเพราะแต่ละบุคคลจะมีความแตกต่างกันทั้งในระดับการศึกษาความรู้จิตใจการอบรมเลี้ยงดูและความต้องการในด้านต่างๆเป็นต้นในขณะเดียวกันถ้าคนในสังคมนั้นๆมีวินัยในตนเองจะทำให้บุคคลนั้นมีความประพฤติที่มีเหตุผลมีความอดทนมั่นคงทางอารมณ์และเป็นผู้มีจริยธรรมซึ่งจะทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขการพัฒนาวินัยในตนเองแก่เด็กหรือเยาวชนจึงเป็นสิ่งสำคัญเพราะจะช่วยให้เด็กหรือเยาวชนรู้จักดำเนินชีวิตของตนอย่างถูกต้องมีเหตุผลและเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมสามารถดำรงชีพอยู่ในสังคมอยู่อย่างเป็นสุขไม่สร้างปัญหาให้แก่สังคมที่ตนอยู่และยังช่วยพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นด้วย
กระทรวงศึกษาธิการ (2537 : 10) ได้กล่าวถึงคุณค่าและประโยชน์ของวินัยในตนเองว่า เป็นพื้นฐานของความรับผิดชอบ การเคารพสิทธิของผู้อื่น การเอื้อเฟื้อแบ่งปัน การรอคอย การแก้ปัญหาของส่วนรวมสามารถควบคุมตนเองให้ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องโดยใช้หลักการของเหตุผลโดยไม่ต้องให้ผู้ใดมาคอยควบคุมบังคับซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่เอื้อต่อความสำเร็จของบุคคลและส่วนรวมจึงควรส่งเสริมวินัยในตนเอง และการส่งเสริมวินัยในตนเองจะช่วย ให้มีความสามารถดังต่อไปนี้
1. ด้านสติปัญญาช่วยให้รู้จักคิดใช้เหตุผล ตัดสินใจ และแก้ปัญหาด้วยตนเอง
2. ด้านสังคมอารมณ์และจิตใจ ช่วยให้กล้าคิดกล้าแสดงออกมีความรับผิดชอบเคารพสิทธิของผู้อื่น
มีความเอื้อเฟื้อ รู้จักการแบ่งปัน รู้จักการรอคอย
บุญชม ศรีสะอาด (2528:111)ได้กล่าวถึงคุณค่าของการมีวินัยในตนเองไว้ดังนี้
1.วินัยในตนเองช่วยสร้างและรักษาไว้ซึ่งสภาพการณ์อันจำเป็นต่อความเจริญก้าวหน้าของสังคม
2.วินัยในตนเองเป็นเครื่องเตรียมตัวเด็กสำหรับการดำเนินชีวิตในภายหน้าซึ่งเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่มีเสรีภาพก็จะมีอิสระที่จะต้องผูกพันกับความรู้สึกรับผิดชอบอย่างใกล้ชิดด้วย
3.วินัยในตนเองเป็นเครื่องปลูกฝังการรู้จักควบคุมตนเองทีละน้อยจะได้เป็นนิสัยติดตัวไปในภายหน้า
สรุปได้ว่า คุณค่าและประโยชน์ของการมีระเบียบวินัย เป็นเป็นพื้นฐานของความรับผิดชอบ การเคารพสิทธิของผู้อื่น การเอื้อเฟื้อแบ่งปัน การรอคอย การแก้ปัญหาของส่วนรวมซึ่งทุกคนควรปฏิบัติได้อย่างถูกต้องช่วยให้รู้จักคิดใช้เหตุผล ตัดสินใจ กล้าคิด กล้าแสดงออกในทางที่ดีการเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมสามารถดำรงชีพอยู่ในสังคมอยู่อย่างเป็นสุขไม่สร้างปัญหาให้แก่สังคมที่ตนอยู่และยังช่วยพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นด้วย
5.ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับระเบียบวินัย
ทฤษฎีสําคัญที่เกี่ยวข้องกับความมีระเบียบวินัยมี3ทฤษฎีที่กล่าวถึงคือทฤษฎีของเมาเรอร์(Mowrer)ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบิร์ก(Kohlberg’smoralDevelopment)และทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม(Social Learning Theory)ของแบนดูรา
ทฤษฎีการเกิดวินัยแห่งตนของเมาเรอร์(Mowrer)
ดวงเดือน พันธุมนาวิน (2523, หน้า6-9)ได้สรุปทฤษฎีของเมาเรอร์ (Mowrer) ไว้ว่า การเกิดวินัยในตนเองของบุคคลแต่ละคนนั้นจะต้องมีพื้นฐานมาตั้งแต่ระยะแรกเกิดจนกระทั้งเติบโตขึ้นมาจุดเริ่มต้นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างทารกกับมารดาหรือผู้เลี้ยงดูอันจะนําไปสู่ความสามารถควบคุมตนเองเมื่อโตขึ้นเด็กจะต้องเรียนรู้จากผู้ที่เลี้ยงดูโดยการเรียนรู้นี้จะเกิดในสภาพอันเหมาะสมเท่านั้น
การเรียนรู้ของทารกเด็กนี้จะเกิดขึ้นหลายระดับและมีขั้นตอน ดังต่อไปนี้
จุดเริ่มต้นอยู่ที่การที่ทารกได้รับการบําบัดความต้องการ เช่น หิวก็ได้ดื่มนม ร้อนก็ได้อาบน้ำ ยุงกัดก็มีผู้มาปัดให้เมื่อทารกได้รับการบําบัดความต้องการก็จะรู้สึกสบาย พอใจและมีความสุข ความสุขนี้จะรุนแรงมากและติดตรึงอยู่ในสํานึกของทารกไปจนเติบโตขึ้น ขั้นต่อมา คือ ในขณะที่ทารกได้รับการบําบัดความต้องการจนรู้สึกพอใจและมีความสุขการรับรู้ของเด็กขั้นต่อมา คือความสุขความพอใจของเด็กที่เกิดจากได้รับการบําบัด ความต้องการต่างๆ
การปรากฏตัวของมารดาทําให้เกิดความสุขความพอใจ การรักและพอใจมารดานั้นจะต้องเกิดด้วยการเรียนรู้เช่นนี้ ถ้าหากความสุขความพอใจ การรักและพอใจมารดานั้นได้รับการบําบัดในทางตรงข้าม เช่น เมื่อหิวไม่ได้กิน หรือกินเมื่อไม่หิวเด็กจะไม่เกิดความพอใจ เด็กก็จะไม่มีรากฐานในการที่จะเรียนรู้ที่จะรัก และพอใจมารดาของตน เมื่อการเรียนรู้ขั้นแรกเกิดขึ้นแล้วจึงเป็นกรากฐานของการเรียนรู้
ขั้นที่สอง ต่อไปกล่าวคือ มารดาย่อมควบคู่มากับการอบรมสั่งสอนเด็กด้วยคําพูดหรือการกระทําต่างๆ ต่อมา เด็กจึงจะมีความสุข เลียนแบบมารดาที่คําพูดการกระทํา หรือทําตามที่มารดาสั่งสอน ความสุข ความพอใจที่เกิดขึ้นมีลักษณะเป็นการให้รางวัลและชมเชยตนเองโดยบุคคลไม่ต้องหวังผลจากภายนอกเกิดจะเลียนแบบผู้เลี้ยงดูตนทั้งทางที่ดีและไม่ดีขึ้นอยู่กับลักษณะของผู้คนรักพอใจ เช่น ถ้าเด็กเห็นมารดาสูบบุหรี่เสมอ เมื่อเด็กสูบบุหรี่บ้างก็จะมีความสุขความพอใจเพราพะเป็นลักษณะของผู้ที่คนรัก
ลักษณะที่แสดงถึงการมีวุฒิภาวะทางจิตของบุคคลนั้น เกิดขึ้นในเด็กปกติที่อายุ ประมาณ 8-10ขวบ และจะพัฒนาต่อไปจนสมบูรณ์เมื่อเติมโตเป็นผู้ใหญ่ฉะนั้นผู้ที่จะบรรลุภาวะทางจิตอย่างสมบูรณ์จึงเป็นผู้ที่สามารถควบคุมตนให้ปฏิบัติอย่างมีเหตุผลในสถานการณ์ต่างๆ ได้ เช่น ในการตอบได้เมื่อเด็กเกิดความคับข้องใจ หรือเมื่อเกิดความกลัวในการมีความรักและในการมีอารมณ์ขัน ผู้ที่ขาดวินัยในตนเอง เพราะไม่ได้ผ่านกาเรียนรู้ที่กล่าวมาแล้วจะกลายเป็นบุคคลที่ขาดความยับยั้งใจในการกระทําและอาจกลายเป็นผู้ทําผิดกฎเกณฑ์และกฎหมายของบ้านเมืองอยู่เสมอในรายที่รุนแรงอาจกลายเป็นอาชญากรรมเรื้อรังหมดอาสาที่จะแก้ไข
การเกิดวินัยในตนเองนี้เป็นพียงจุดเริ่มต้นในบุคคลซึ่งจะพัฒนาเป็นลักษณะที่เด่นชัดและนําไปสู่พฤติกรรมของบุคคลต่อไป
ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบิร์ก (Kohlberg’s moral Development)
โคลเบิร์ก (Kohlberg) เป็นนักจิตวิทยาที่กำหนดทฤษฎีพัฒนาการจริยธรรมที่มีชื่อระบุว่า พัฒนาการทางจริยธรรมจะเป็นลำดับขั้นเช่นเดียวกับพัฒนาการด้านอื่นโคลเบอร์กมีความเชื่อว่าพัฒนาการทางด้านจริยธรรมของบุคคลจะต้องเกิดขึ้นเป็นลำดับขั้นโดยเริ่มจากขั้นแรกก่อนแต่ระยะเวลาในการอยู่ขั้นใดขั้นหนึ่งนั้นจะแตกต่างกันแล้วแต่บุคคล หรือบางคนอาจอยู่ในขั้นที่คาบเกี่ยวกันก็ได้พัฒนาการทางจริยธรรมจะเป็นเช่นเดียวกับพัฒนาการทางด้านการคิดและเหตุผล กล่าวคือ จะค่อยๆมีการเปลี่ยนแปลงในการแยกแยะถึงผลดีผลเสียแล้วนำไปก่อให้เกิดการจัดระบบใหม่ที่จะนำไปสู่ขบวนการสมดุลของโครงสร้าง
โคลเบิร์ก ได้แบ่งพัฒนาการทางด้านจริยธรรมออกเป็น 3 ระดับ แต่ละระดับแบ่งออกเป็น 2 ขั้น ดังนั้น พัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบิร์กมีทั้งหมด 6 ขั้น คำอธิบายของแต่ละขั้นต่างๆ ของพัฒนาการทางจริยธรรมโคลเบิร์ก มีดังต่อไปนี้
ระดับที่ 1 ระดับก่อนเกณฑ์สังคม (preconventional Level) ในระดับนี้เด็กจะได้รับกฏเกณฑ์และข้อกำหนดของพฤติกรรมที่ “ดี” “ไม่ดี” จากผู้ที่มีอำนาจเหนือตน เช่น บิดา มารดา ครู หรือเด็กโต และมักจะคิดถึงผลตามที่จะนำรางวัลหรือการลงโทษมาให้
พฤติกรรม “ดี” คือ พฤติกรรมที่แสดงออกแล้วได้รางวัล
พฤติกรรม “ไม่ดี” คือ พฤติกรรมที่แสดงออกแล้วได้รับโทษ
โคลเบิร์กได้แบ่งพัฒนาการทางจริยธรรม ระดับนี้ เป็น 2 ขั้น คือ
1.1 การลงโทษ และการเชื่อฟัง (punishment and Obedience Orientation)
1.2 กฏเกณฑ์เป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ของตน (Instrumental Relativist Orientation)
ระดับที่ 2 ระดับจริยธรรมตามกฏเกณฑ์สังคม (Concentional Level) พัฒนาการจริยธรรม ระดับนี้ ผู้ทำถือว่าการประพฤติตนตามความคาดหวังของผู้ปกครอง บิดามารดากลุ่มที่ตนเป็นสมาชิกหรือของชาติเป็นสิ่งที่ควรจะทำหรือทำความผิดเพราะกลัวว่าตนจะไม่เป็นที่ยอมรับของผู้อื่นผู้แสดงพฤติกรรมจะไม่คำนึงถึงผลตามที่จะเกิดแก่ตนเองถือว่าความซื่อสัตย์ ตวามจงรักภักดีเป็นสิ่งสำคัญทุกคนมีหน้าที่จะรักษามาตรฐานทางจริยธรรม ระดับนี้เป็น 2 ขั้น คือ
2.1 ความคาดหวังและการยอมรับในสังคมสำหรับ “เด็กดี”
2.2 กฏระเบียบ (“Law-and-order” Orientation) การทำถูกไม่ประพฤติผิด คือ การทำตามหน้าที่ประพฤติตนไม่ผิดกฎหมาย และรักษาระเบียบแบบแผนของสังคม
ระดับที่3ระดับจริยตามหลักการด้วยวิจารณญาณหรือระดับเหนือกฏเกณฑ์สังคม(Postconventional Level)พัฒนาการทางจริยธรรมระดับนี้เป็นหลักจริยธรรมของผู้ที่มีอายุ20ปีขึ้นไปผู้ทำหรือผู้แสดงพฤติกรรมได้พยายามตีความหมายของหลักการและมาตรฐานทางจริยธรรมด้วยวิจารณญาณก่อนที่จะยึดถือเป็นหลักของความประพฤติที่จะปฏิบัติตามการถูกตัดสิน “ถูก” “ผิด” “ไม่ควร” มาจากวิจารณญาณ ของตนเองปราศจากอิทธิพลของผู้มีอำนาจหรือกลุ่มที่ตนเป็นสมาชิกกฏเกณฑ์-กฎหมาย ควรจะตั้งบนหลักความยุติธรรม และเป็นที่ยอมรับของสมาชิกสังคมที่ตนเป็นสมาชิก
ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) ของแบนดูรา
Albert Bandura นักจิตวิทยาร่วมสมัย (An contemporary phychologist) แบนดูรา การวัดและประเมินแนวใหม่ปฐมวัย(2553,หน้า58-59)กล่าวว่าการเรียนรู้ของมนุษย์นั้นเกิดจากพฤติกรรมบุคคลนั้นมีการปฏิสัมพันธ์กัน(Interaction)อย่างต่อเนื่องระหว่างบุคคลนั้น(Person)และสิ่งแวดล้อม(Environment)ซึ่งทฤษฎีนี้เน้นบุคคลเกิดการเรียนรู้โดยการให้ตัวแบบ(LearningThrough modeling)โดยผู้เรียนจะเลียนแบบจากตัวแบบและการเลียนแบบนี้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยอาศัยการสังเกตพฤติกรรมของตัวแบบการสังเกตการณ์ตอบสนองและปฏิกิริยาต่างๆของตัวแบบสภาพแวดล้อมของตัวแบบผลการกระทําคําบอกเล่าและความน่าเชื่อถือของตัวแบบได้การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจึงเกิดขึ้นได้ซึ่งกระบวนการต่างๆของการเลียนแบบของเด็กประกอบด้วย4 กระบวนการ คือ
(1) กระบวนการดึงดูดความสนใจ (Attentional process) คือ กิจกรรมการเรียนรู้ที่เด็กได้สังเกตตัวแบบและตัวแบบนั้นจะดึงดูดให้เด็กสนใจที่จะเลียนแบบควรเป็นพฤติกรรมง่ายๆไม่สลับซับซ้อนง่ายต่อการเอาใจใส่ของเด็กที่เกิดการเลียนแบบและเกิดการเรียนรู้
(2) กระบวนการคงไว้ (Retention process) คือ กระบวนการบันทึกรหัสเป็นความจํา การที่เด็กจะต้องมีความแม่นยําในการบันทึกสิ่งที่ได้เห็นหรือได้ยินเก็บเป็นความจําทั้งนี้เด็กดึงข้อมูลที่ได้จากตัวแบบออกมาใช้กระทําตามโอกาสที่เหมาะสมเด็กที่มีอายุมากกว่าจะเรียนรู้จากการสังเกตการณ์ทําที่ฉลาดของบุคคลอื่นๆได้มากกว่าโดยประมวลไว้ในลักษณะของภาพพจน์(Imaginalcoding)และในลักษณะของภาษา (Verbal coding)และเด็กโตขึ้นนําประสบการณ์และสัญลักษณ์ต่างๆ มาเชื่อมโยงและต่อมาจะใช้การเรียนรู้เทคนิคที่นํามาช่วยเหลือความจําคือ การท่องจํา การทบทวนหรือการฝึกหัด และการรวบรวมสิ่งที่เกี่ยวพันกันในเหตุการณ์ซึ่งจะช่วยให้เข้าได้เก็บสะสมความรู้ไว้ในระดับซึ่งสามารถนํามาใช้ได้เมื่อต้องการ
(3) กระบวนการแสดงออก (Motor reproduction process) คือ การแสดงผลการ เรียนรู้ด้วยการกระทํา คือการที่เด็กเกิดผลสําเร็จในการเรียนรู้จากตัวแบบต่างๆ เพื่อให้เกิดความแม่นยํา เด็กจะต้องแสดงพฤติกรรมได้จากการเรียนรู้ด้วยการเคลื่อนไหวออกมาเป็นการกระทําออกมาในรูปของการใช้กล้ามเนื้อ ความรู้สึกด้วยการกระทําครั้งแรกไม่สมบูรณ์ดังนั้นเด็กจําเป็นต้องลองทําหลายๆครั้งเพื่อให้ได้ลักษณะพฤติกรรมที่ต้องการแล้วเขาก็จะได้รับทราบผลของการกระทําจากประสบการณ์เหล่านั้นเพื่อนํามาแก้ไขพฤติกรรมที่ยังไม่เข้ารูปเข้ารอยสิ่งนี้จะทําให้เกิดพัฒนาการในการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพเด็กที่มีอายุมากกว่าจะมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและสามารถควบคุมได้ดีกว่าเด็กที่มีอายุน้อยกว่า
(4) กระบวนการจูงใจ (Motivational process) คือ กระบวนการเสริมแรงให้กับเด็กเพื่อแสดงพฤติกรรมตามตัวแบบได้ถูกต้องโดยเด็กเกิดการเรียนรู้จากการเลียนแบบตัวแบบที่จะมาจากบุคคลที่มีชื่อเสียงมากกว่าบุคคลที่ไม่มีชื่อเสียงจากการเลียนแบบตัวแบบที่มาจากบุคคลที่เป็นเพศเดียวกับเด็กมากกว่าจะเป็นเพศตรงกันข้ามจากการเลียนแบบตัวแบบที่เป็นรางวัล เช่น เงิน ชื่อเสียง สถานภาพทางเศรษฐกิจสูงจากพฤติกรรมของบุคคลที่ถูกลงโทษมีแนวโน้มที่จะไม่ถูกนํามาเลียนแบบและจากการที่เด็กได้รับอิทธิพลจากตัวแบบที่มีความคล้ายคลึงกับเด็ก ได้แก่ อายุ หรือสถานภาพสังคม
แนวคิดของแบนดูราเน้นพฤติกรรมใดๆก็ตามสามารถปรับหรือเปลี่ยนได้ตามหลักการเรียนรู้ เป็นการกระตุ้นเด็กมีการเรียนรู้พัฒนาการทางด้านสังคมโดยใช้การสังเกตตัวแบบที่เด็กเห็นเด็กมีระดับการเรียนรู้แล้วเด็กจะมีทางเลือกใหม่ๆเพิ่มมากขึ้นเพื่อเก็บสะสมพฤติกรรมที่เป็นไปได้เอาไว้และยิ่งกว่านั้นตัวแบบจะช่วยให้เขาเลือกสถานการณ์ที่ดีที่สุดไว้ใช้ปฏิบัติต่อไป
สรุปได้ว่า ทฤษฎีสําคัญที่เกี่ยวข้องกับความมีระเบียบวินัยทั้ง 3 ทฤษฎี ได้ใช้แนวคิดที่แตกต่างกันไปแต่จะให้ความสำคัญกับความมีระเบียบวินัยเป็นหลักที่เป็นส่วนช่วยให้เกิดพัฒนาการการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับคุณธรรม จริยธรรมมากยิ่งขึ้นทำให้ผู้ที่เข้าใจทฤษฎีสามารถนำปรับไปใช้ได้อย่างเหมาะสม
6.งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับระเบียบวินัย
สืบศักดิ์ น้อยดัด ( 2555 : บทคัดย่อ ) การศึกษาพฤติกรรมความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบโครงการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ เด็กปฐมวัย ชาย-หญิงที่มีอายุระหว่าง5-6ปีศึกษาในชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนสาธิตละอออุทิศมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 25 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจงผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการทดลองด้วยตนเองโดยทำการทดลอง8สัปดาห์สัปดาห์ละ 4 วันวันละ 40 - 50 นาทีระยะเวลาในการทดลองทั้งสิ้น 32 วัน แบบแผนการวิจัยเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองการวิจัยแบบ One Group Pretest - Posttest Design และทดสอบความแตกต่างของตัวแปรโดยใช้การทดสอบ t-test สำหรับ Dependent Samples ผลการวิจัยพบว่าก่อนการจัดประสบการณ์แบบโครงการเด็กปฐมวัยมีพฤติกรรมความมีวินัยในตนเองโดยระดับพอใช้โดยมีพฤติกรรมด้านความรับผิดชอบอยู่ในระดับพอใช้และพฤติกรรมด้านความอดทนอดกลั้นอยู่ในระดับควรปรับปรุงหลังจากการจัดประสบการณ์แบบโครงการเด็กปฐมวัยมีพฤติกรรมความมีระเบียบวินัยโดยรวมและรายด้านคือด้านความรับผิดชอบในด้านความอดทนอดกลั้นอยู่ในระดับดีมากและหลังจากการจัดประสบการณ์แบบโครงการของเด็กปฐมวัยมีพฤติกรรมความมีวินัยในตนเองโดยรวมและรายด้านคือด้านความรับผิดชอบและด้านความอดทนอดกลั้นสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ที่ระดับ.01
ศันสนีย์ สุขสมใจภักดิ์ ( 2560 : บทคัดย่อ ) ผลการใช้กิจกรรมการเล่านิทานเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมความมีระเบียบวินัยของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนจารุวัฒนานุกูล เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมด้านระเบียบวินัยของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบภาพเปรียบเทียบพฤติกรรมด้านระเบียบวินัยของนักเรียน ชั้นอนุบาล 2ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานแบบปากเปล่าและเปรียบเทียบพฤติกรรมระเบียบวินัยของนักเรียนชั้นอนุบาล2ระหว่างนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบภาพกับนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานแบบปากเปล่ากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่นักเรียนชั้นอนุบาล2ภาคเรียนที่2ประจําปีการศึกษา2559 จํานวน 2 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 30 คน รวมทั้งหมด 60 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย ได้แก่ หนังสือนิทาน แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานและแบบบันทึกและประเมินผลพฤติกรรมการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบทีผลการวิจัยพบว่าพฤติกรรมด้านระเบียบวินัยของนักเรียนชั้นอนุบาล2หลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบภาพสูงกว่าก่อนการได้รับการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.05พฤติกรรมระเบียบวินัยของนักเรียนชั้นอนุบาล2หลังจากการได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานปากเปล่าสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.05และพฤติกรรมระเบียบวินัยของนักเรียนชั้นอนุบาล2ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบภาพสูงกว่าของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานแบบปากเปล่าอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.05
ศิริวรรณ มหามาต พัทธนันท์ วงษวิชยุตม และเพ็ญนภา บูลยประมุข ( 2561: บทคัดย่อ ) ผลการจัดกิจกรรมการเล่านิทานที่มีต่อพฤติกรรมความมีระเบียบวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่1/3ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยชาย–หญิงอายุระหว่าง 3-4 ปี จํานวน 20 คน กําลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาล 1ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2560โรงเรียนอนุบาลอนุบาลราชภัฎกําแพงเพชรผลการวิจัยพบว่าการจัดกิจกรรมการเล่านิทานที่มีต่อพฤติกรรมความมีระเบียบวินัยในตนเองมีค่าร้อยละเฉลี่ยคะแนนก่อนการจัดกิจกรรมเท่ากับ 4.35 และหลังการจัดกิจกรรมเท่ากับ 8.05 โดยมีคะแนนหลังการจัดกิจกรรมสูงขึ้นกว่าก่อนการจัดกิจกรรมเมื่อเปรียบเทียบทั้งชั้นเรียนพบว่าคะแนนร้อยละความก้าวหน้าทั้งชั้นเรียนเท่ากับ 37
สรุปได้ว่า งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความมีระเบียบวินัย ได้มีผู้จัดทำวิจัยความมีระเบียบวินัย มาใช้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัย ผลการศึกษาพบว่า ความมีระเบียบวินัยจะส่งผลให้เด็กปฐมวัยมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นและเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการจัดทำวิจัยที่ส่งเสริมและให้ความรู้เด็กซึ่งสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
นิทาน
1.ความหมายของนิทาน
สุวิทย์ มูลคํา, และอรทัย มูลคํา ( 2547, น.212 ) กล่าวว่า นิทาน เป็นเรื่องเล่าที่เล่าสืบต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอาจเป็นเรื่องราวที่อิงความจริงหรือเป็นเรื่องที่เกิดจากจินตนาการของผู้เล่าเองก็ได้บางเรื่องอาจมีการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เพื่อให้เกิดความตื่นเต้น สนุกสนาน บางเรื่องก็มีการสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมเพื่อเป็นข้อคิด ข้อเตือนใจแก่ผู้ฟัง
พรทิพย์ วินโกมินทร์ (2542, หน้า 7) กล่าวว่า นิทาน หมายถึง เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาเป็นทอดๆ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนิทานเหล่านี้ อาจเป็นเรื่องที่อิงความจริงหรือมีการเล่าเสริมต่อให้สนุกสนาน ตื่นเต้น ลึกลับ หรือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาจากจินตนาการของผู้เล่าเองก็ได้และอาจจะสอดแทรกคติเตือนใจ หรือแนวทางปฏิบัติที่ถูกที่ควรในการดํารงชีวิตด้วย
วาโร เพ็งสวัสดิ์ ( 2542, หน้า 138 ) ได้กล่าวว่า นิทานและการเล่าเรื่อง หมายถึง เรื่องราวที่เล่าต่อๆ กันมาเป็นเวลานาน เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินและให้ความรู้เพื่อเป็นคนดีอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขและบางครั้งก็สอดแทรกคติและคุณธรรมเพื่อสอนใจลงไปด้วย ในระหว่างการเล่าเรื่องให้เด็กฟังอาจมีการสนทนาโต้ตอบ อภิปราย ซักถาม แสดข้อคิดเห็น และแสดงท่าทางประกอบเรื่องราวก็ได้ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของการเล่านิทาน
สรุปได้ว่า นิทาน หมายถึง เป็นเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันซึ่งจะเป็นเรื่องราวที่มาจากชีวิตจริงหรือเกิดจากจินตนาการของผู้เล่าเพื่อให้เกิดความตื่นเต้นสนุกสนานเพลิดเพลินซึ่งในระหว่างการเล่าเรื่องมีการสนทนาโต้ตอบ แสดงข้อคิดเห็นอีกทั้งยังมีการสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม คติเตือนใจส่งผลทำให้มีแนวทางในการดำรงชีวิตที่ปฎิบัติอย่างถูกต้อง
2.ความสำคัญของนิทาน
กุลยา ตันติผลาชีวะ (2548, น.33) ได้กล่าวถึง ความสําคัญของนิทาน ว่าเป็นอุปกรณ์สําคัญของครูปฐมวัยที่ใช้ในการสอนนิทานเป็นเครื่องมือการสอนที่มีประสิทธิภาพสามารถจูงใจให้ผู้เรียนคล้อยตามกระตุ้นให้คิดกระตุ้นให้แสดงออกและเป็นตัวแบบหล่อหลอมพฤติกรรมต่อการเรียนการสอนนิทานจะช่วยการสอนดังนี้
1. เป็นสื่อนําเข้าสู่บทเรียน
2. ใช้เป็นแหล่งการเรียนรู้ด้วยการฟัง
3. ใช้เป็นเครื่องบันเทิงใจผ่อนคลายอารมณ์
4. ใช้เป็นสื่อการสอนภาษา การคิด การแก้ปัญหา การศึกษาตามจุดประสงค์ของครู
5. ใช้เพื่อฝึกการควบคุมตนเองในด้านอารมณ์ สมาธิและการฟัง
6. ส่งเสริมการอ่าน
7. ใช้เป็นสื่อประกอบการเรียนเพื่อสร้างแรงจูงใจ
บวร งามศิริอุดม (2547) ได้กล่าวถึง ความสำคัญที่ได้จากการเล่านิทาน ดังนี้
1. ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก
2. ให้รู้จักคำเรียกชื่อสิ่งของต่างๆจากรูปภาพในนิทาน
3. เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกพัฒนาความคิดจินตนาการ
4. ให้ความรู้สึกที่ดีต่อเด็ก
5. มีความตลกขบขันให้ความสนุกสนาน ช่วยแก้ปัญหาให้กับตัวเด็กเมื่อเปรียบเทียบตนเองกับตัวละคร
ณทัย ทิวไผ่งาม (2547) ได้กล่าวถึง นิทานว่า นิทานนอกจากจะช่วยพัฒนาทักษะการฟัง การพูด ให้ความรู้ ความสนุกสนานจินตนาการแก่เด็กแล้วนิทานยังช่วยฝึกสมาธิให้เด็กรู้จักสำรวมใจให้จดจำอยู่กับเรื่องที่ฟังซึ่งเป็นพื้นฐานการเตรียมความพร้อมด้านการอ่านหนังสือและปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้เด็กไปพร้อมกันส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการ
สรุปได้ว่า นิทานมีความสำคัญอย่างมากซึ่งเป็นเครื่องมือการสอนที่สามารถส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาโดยเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกทักษะการฟังการพูดการใช้ความคิดจินตนาการกระตุ้นให้เด็กได้กล้าแสดงออกและการพัฒนาทางด้านอารมณ์ให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินอีกทั้งนิทานยังให้แง่คิดคติสอนใจที่สามารถสร้างแรงจูงใจให้กับเด็กได้
3.จุดประสงค์ของการเล่านิทาน
ทิวาพร วินทะไชย (2553:12) ได้กล่าวถึง จุดประสงค์ของการเล่านิทาน ว่าเป็นการใช้นิทานเพื่อเป็นสื่อในการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ และพัฒนาด้านภาษา ความคิด ความเข้าใจ จินตนาการ ด้านอารมณ์-จิตใจ ด้านสังคม ด้านสติปัญญา สร้างสมาธิสอดแทรกคติสอนใจและปลูกฝังคุณธรรมให้เกิดขึ้น
จารุณี ศรีเผือก (2554:18) ได้กล่าวถึง จุดประสงค์ของการเล่านิทาน คือ การใช้นิทานเป็นสื่อในการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆและพัฒนาภาษา ด้านความคิด ความเข้าใจ และจินตนาการด้านอารมณ์ จิตใจ สติปัญญา สร้างสมาธิสอดแทรกคติสอนใจและปลูกฝังคุณธรรมให้เกิดขึ้นภายในตัวเด็ก
กุลยา ตันติผลาชีวะ (2541:29) ได้กล่าวว่า การเล่านิทานให้เด็กฟังนั้นมีเป้าหมายสำคัญอยู่ 3 ประการ คือ
1.ให้เด็กได้พัฒนาภาษาและความคิด การเล่านิทานจึงไม่ควรมาจากครูคนเดียว ครูควรให้เด็กเป็นผู้เล่านิทานเอง เพราะการให้เด็กเล่านิทานจะช่วยให้เด็กได้แสดงออกถึงความรู้สึกขยายความคิดของตนให้กระจ่างและพัฒนาภาษาหากครูเล่านิทานเองควรมีการถามตอบโต้ให้เด็กคิดระหว่างการเล่านิทานด้วย
2.สร้างความรักการอ่านหนังสือให้เด็ก เล่านิทานเป็นเวลาสร้างความสนใจในการอ่านและหนังสือให้กับเด็กมาก ครูควรเตรียมให้พร้อมโดยการเล่านิทานเล่มที่ใช้ให้เข้าใจเวลาอ่านควรเปิดหนังสือให้เสมอสายตาเด็กตาครูจับที่เด็กคอยสังเกต คอยตั้งคำถามเป็นช่วงๆ เพื่อให้เด็กทบทวนรายละเอียดและตื่นตัวที่จะฟังอยู่เสมอ เวลาเล่านิทานควรจัดกลุ่มเล็กๆ 4-5 คน ถ้าไม่ได้ให้เด็กนั่งเป็นวงกลมเห็นหน้าครูชัดเจนครูเห็นหน้าเด็กทุกคนถ้าเด็กรู้สึกเพลิดเพลินกับนิทานที่ครูเล่าเด็กจะชอบและสนใจที่จะอ่านหนังสือด้วยตนเอง สิ่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างนิสัยรักการอ่านและรักหนังสือที่ดี
3.สร้างการเรียนรู้อย่างมีความหมายให้กับเด็กจุดประสงค์ของการเล่านิทานคือการสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กทั้งทางอารมณ์ สังคม คุณธรรม หรือแม่แต่ของการพัฒนาสติปัญญาก็สามารถใช้นิทานเป็นสื่อของการเรียนรู้ได้ จุดสำคัญของการนำไปสู่จุดประสงค์ของการเรียนรู้นั้น นอกจากเนื้อหานิทานตรงประเด็นแล้ว การบรรยายในการเล่ามีความสำคัญมาก ผู้เล่าที่ดีต้องสนุกกับการเล่านิทานและสามารถสื่อสารเรื่องราวให้เกิดความกระตือรือร้นที่จะฟังในขณะเดียวกันต้องหยุดถามเป็นระยะๆหรือให้เด็กมีส่วนร่วมในการเล่านิทานโดยเฉพาะประเด็นที่ต้องการให้เกิดผลวัตถุประสงค์การเล่านิทานอาจจะเล่าซ้ำได้
สรุปได้ว่า จุดประสงค์ของการเล่านิทาน หมายถึง การใช้นิทานที่เป็นสื่อสามารถถ่ายทอดความรู้ เรื่องราวต่างๆให้เกิดความคิด ความเข้าใจ และจินตนาการในเรื่องราวนั้นซึ่งเป็นการเสริมสร้างสมาธิในการฟังและกระตุ้นการตอบคำถาม ส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนาทางภาษาและการคิด การฝึกนิสัยรักการอ่านให้กับเด็กและ การสร้างการเรียนรู้ทั้งทางด้านสังคม อารมณ์ สติปัญญาและคุณธรรม จริยธรรมให้ดียิ่งขึ้น
4.ประเภทของนิทาน
สุกันยา อินทร์นุรักษ์(2553, หน้า 37) ได้กล่าวว่า การจัดแบ่งประเภทของนิทานที่แตกต่างกันด้วยเป็นเพราะการศึกษาและสํารวจนิทานด้วยจุดมุ่งหมายและเกณฑ์ที่ต่างกัน อย่างไรก็ตามการการศึกษาและการสํารวจนิทานนี้ทําให้ได้รับความรู้เกี่ยวกับนิทานมากมายและการจัดแบ่งประเภทของนิทานก็ทําให้ผู้เล่าหรือนักเล่านิทาน ได้รับความสะดวกในการเลือกนิทานมาใช้และสามารถดัดแปลงแต่งเติมนิทานที่เล่าให้สมบูรณ์และเหมาะกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการนําเสนอแก่ผู้ฟังได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
กรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ (2546, น.95) ได้กล่าวว่า นิทานมีหลายประเภทและหลายลักษณะแตกต่างกันทั้งที่เป็นนิทานที่แต่งเป็นโคลง/กลอนมีทั้งเรื่องสั้นเรื่องยาวทั้งที่เป็นตํานานเล่าสืบต่อกันมาเป็นเทพนิยายหรือเรื่องที่แต่งขึ้นมาใหม่ นิทานบางเรื่องสอดแทรกเนื้อหาในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม บางเรื่องส่งเสริมจินตนาการบางเรื่องเป็นเรื่องจริงเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก
คูเบอร์ (Cuber 1960 : 282– 285) ได้กล่าวว่า แบ่งนิทานออกเป็น 5 รูปแบบ คือ
1.ตำนานเป็นเรื่องที่อธิบายชีวิต ปรากฏการณ์ธรรมชาติ และสรรพสิ่งต่างๆที่ไม่มีอยู่ในโลก
2.นิทานคติ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ จบลงด้วยคติสอนใจในการดำรงชีวิตแก่คน
3.นิทานท้องถิ่น เป็นนิทานสอนใจเช่นเดียวกับนิทานคติ แต่ให้ความรู้ว่าเป็นเรื่องจริงมากกว่านิทานท้องถิ่นเป็นเรื่องที่มีทั้งเค้าเรื่องจริง และเรื่องที่เกินความจริงผสมอยู่
4.นิทานปรัมปราเป็นเรื่องราวที่กล่าวถึงดินแดนมหัศจรรย์และเรื่องราวของการใช้อภินิหารต่างๆใช้เล่าเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน
5.รูปแบบอื่นๆ เช่นเพลงชาวบ้านสุภาษิตคำพังเพย ปริศนา มุขตลก กลอนชาวบ้าน กลอนและบทเพลงสำหรับเด็ก
สรุปได้ว่า ประเภทของนิทานสามารถแบ่งได้หลายประเภทซึ่งมีความแตกต่างกันทำให้ผู้เล่านิทานได้รับความสะดวกจากการเลือกนิทานมาใช้ อย่างเช่น นิทานที่แต่งเป็นโคลง/กลอนหรือตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาอาจจะเป็นเรื่องจริงและเรื่องที่เกินความจริงผสมกันอยู่ ดังนั้น ผู้เล่าสามารถนำมาดัดแปลงนิทานให้สมบูรณ์ได้และเหมาะกับวัตถุประสงค์จนทำให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ฟังได้มากยิ่งขึ้น
5.การเลือกหนังสือนิทานสำหรับเด็ก
ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2521: 81) และวรรณี ศิริสุนทร (2532 : 23 – 30) ได้กล่าวถึง หลักเกณฑ์การเลือกนิทาน ดังนี้ เป็นเรื่องง่ายๆ แต่มีความสมบูรณ์ในตัว เน้นเหตุการณ์อย่างเดียวให้เด็กพอคาดคะเนเรื่องได้บ้าง อาจสอดแทรกเกล็ดที่ชวนให้เด็กสงสัยว่า อะไรจะเกิดขึ้นเพื่อทำให้เรื่องมีรสชาติน่าตื่นเต้น มีบทสนทนามากๆ เพราะเด็กส่วนมากยังไม่สามารถฟังเรื่องที่เป็นความเรียงได้ดีพอมีการกล่าวซ้ำสัมผัสและถ้อยคำวลีที่เด็กจดจำได้ง่ายรวดเร็วและการใช้ภาษาสละสลวยซึ่งได้เลือกสรรแล้วว่าเหมาะสมกับวัยของเด็ก
1.ควรเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในครอบครัวและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเด็กหรือเป็นเรื่องที่เด็กจินตนาการตามได้และมีเนื้อเรื่องเร้าใจก่อให้เกิดความตื่นเต้นมีการผูกเรื่องแนบเนียน
2.เนื้อเรื่องถึงจุดสุดยอดง่ายและน่าพึงพอใจเมื่อเล่าจบเด็กควรมีความสุข
3.ควรมีตัวละครที่เด็กจะสมมติตัวแทนได้ไม่ควรเลือกเรื่องที่มีตัวละครหลายตัวเพราะจะทำให้เด็กสับสนและนิทานที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับสัตว์
4.นิทานที่มีความเคลื่อนไหวอยู่ในเรื่องควรมีคำกริยาที่ตอบคำถามว่าใครทำอะไรมากที่สุดเพราะเด็กอยากรู้ว่าเมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้และจะเป็นอย่างไร ต่อไปตัวสำคัญของเรื่อง คือพระเอกและผู้ร้ายทำอะไรบ้าง ทำแล้วเป็นอย่างไร
5.เป็นเรื่องที่แสดงปฏิภาณไหวพริบของตัวละคร แสดงให้เห็นถึงสติปัญญาอันเฉียบแหลม
ไพพรรณ อินทนิล (2534, หน้า 70-80) กล่าวว่า ผู้เล่านิทานควรเลือกนิทานให้เหมาะสมที่จะเล่าในโอกาสต่างๆ จึงจะประสบความสําเร็จในการเล่านิทานซึ่งหลักในการเลือกเรื่องสําหรับเล่ามีดังนี้
(1) เลือกเรื่องให้เหมาะสมกบความสนใจของเด็กแต่ละวัย
(2) เลือกเรื่องที่เล่าอยากเล่า เป็นเรื่องที่ผู้เล่าชอบ พอใจที่จะเล่าจะทําให้เล่าได้ดี เล่าได้สนุกสนานมีชีวิตชีวา
(3) เลือกเรื่องที่เหมาะสมกับวิธีการเล่า และสื่อประกอบ การเล่าเทคนิคและวิธีการเล่านิทานที่มากมาย
(4) เลือกเรื่องที่มีสาระ ข้อคิด ที่จะช่วยปลูกฝังและส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่ดีงามให้กับเด็ก
(5) เลือกเรื่องที่ให้ความสนุกสนาน
(6) เลือกเรื่องของที่มีความเคลื่อนไหวอยู่ในเรื่องโดยเฉพาะเรื่องที่เล่าแก่เด็ก ควรจะให้มีคํากริยาซึ่งจะตอบคําถามว่าใคร ทําอะไร ได้มากที่สุด
(7) ควรเลือกเรื่องนิทานที่มีเนื้อเรื่องเร้าใจ ทําให้เกิดความตื่นเต้นอยากฟังไปจนจบ
(8) ควรเลือกเรื่องที่มีคําซ้ำ ข้อความซ้ำๆ และคล้องจองกันสําหรับเด็กเล็กเพราะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เด็กติดใจและสนุกสนานมาก
(9) ควรเลือกเรื่องที่ให้ความรู้สึกสะเทือนใจ เช่น รัก เกลียด โกธร สอดแทรกอยู่ด้วย ผู้ฟังไม่ชอบเรื่องที่จืดชืด ควรมีตอนที่ตื่นเต้น เศร้าโศก สอดแทรกลงไปด้วย
(10) นิทานเรื่องผี เด็กมักจะรู้สึกทั้งอยากฟัง กลัว ผู้เล่าควรเลือกเรื่องผีที่น่าเอ็นดู ดูไม่น่ากลัว
(11) นิทานพื้นเมือง ตํานานที่อธิบายที่มาของชื่อหรือสิ่งต่างๆ
(12) เทพนิยายและเทพปกรฌัม เด็กๆ ชอบฟังมากเพราะมีเรื่องผจญภัยตื่นเต้นเร้าใจ
(13) ควรเลือกเรื่องให้เหมาะสมกบเพศของผู้ฟังในกรณีที่ผู้ฟังทั้งกลุ่มเป็นเพศเดียวกัน
(14) ควรเลือกเรื่องที่แสดงออกถึงความเฉลียวฉลาดในการแก้ปัญญาหรือการใช้ปฏิภาณไหวพริบ
เกริก ยุ้นพันธ์ (2539, หน้า 67-68) กล่าวว่าการเลือกนิทานสําหรับเด็กเพื่อใช้ในการเล่า ควรพิจารณาในสิ่งดังตอไปนี้
(1) เรื่องที่เล่าควรเหมาะสมกับวัยต่างๆของเด็ก
(2) จะต้องพิจารณาเรื่องเวลาให้เหมาะสมกับการเล่านิทานสําหรับเด็กวัยต่างๆ ซึ่งมีช่วงระยะเวลาความสนใจและสมาธิการฟังแตกต่างกัน
(3) จะต้องเป็นเรื่องสําหรับเด็กที่ผู้เล่าสนใจและชื่นชอบ
(4) ผู้เล่าจะต้องเลือกเรื่องที่จะเล่าให้เหมาะสมกับวิธีและกระบวนการการเล่าแบบต่างๆ
(5) เรื่องที่เลือกมาเล่าจะต้องมีเนื้อเรื่องสนุกสนานชวนติดตาม และมีความยาวของเรื่องพอเหมาะพอดี
(6) เนื้อหาของเรื่องจะต้องมีสาระ ค่านิยม ความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม เหมาะสมกับการปลูกฝังความดีและความงาม
(7) ผู้เล่าจะต้องเตรียมตัวเล่าให้พร้อมเพื่อป้องกันการขาดตอนหรือขัดจังหวะการ ต่อเนื่องของเรื่องราว
(8) การจัดสื่อหรืออุปกรณ์การเล่า ผู้เล่านิทานจะต้องทดสอบหรือทดลองมาเล่าเพื่อป้องกันการผิดพลาด และต้องจัดสื่อหรืออุปกรณ์ตามลำดับก่อนหลัง
(9) การพิจารณาเรื่องสําหรับเด็กผู้เล่าจะต้องพิจารณาเรื่องให้เหมาะสมกับบรรยากาศด้วย และขณะเล่าผู้ฟังกับผู้เล่าควรมีการโต้ตอบกันตามโอกาสอันเหมาะสม
สรุปได้ว่า การเลือกหนังสือนิทานสำหรับเด็กเพื่อจะนํามาเล่าให้เด็กฟังนั้นควรจะคํานึงถึงความเหมาะสมของวัยความสนใจของเด็กอาจสอดแทรกเกล็ดที่ชวนให้เด็กสงสัยทำให้น่าตื่นเต้นมีการกล่าวซ้ำสัมผัสและถ้อยคำวลีที่เด็กจดจำได้ง่ายและรวดเร็วการใช้ภาษาสละสลวยเป็นเรื่องราวที่ง่ายไม่ซับซ้อนเด็กสามารถเรียนรู้จากสิ่งที่อยู่รอบตัวเด็กเนื้อหาเวลาควรพอเหมาะพอดีไม่สั้นหรือยาวเกินไปเนื้อหามีความสนุกสนานภาพที่ใช้ประกอบควรมีสีสันสวยงามส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์จินตนาการพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กและคุณธรรมจริยธรรมที่เหมาะสมกับการปลูกฝังความดีของเด็กตลอดไป
6.รูปแบบการเล่านิทาน
ฉวีวรรณ กินาวงศ์ (2526 : 131 – 132) และวิไล เวียงวีระ (2526 : 70 – 71) ได้เสนอแนะรูปแบบการเล่านิทานไว้ ดังนี้
1. การอ่านจากหนังสือนิทาน
2. การเล่าโดยใส่หน้ากากหรือหุ่นสวมหัว
3. การแสดงบทบาทสมมุติ
4. การเล่าโดยใช้เสียงเพลงหรือเสียงดนตรีประกอบ
5. การเล่าโดยใช้เทปนิทาน
6. การเล่าโดยฉายสไลด์ประกอบ
7. การเล่าโดยใช้มือประกอบ ใช้สำหรับเล่านิทานเรื่องสั้นๆ หรือกลอนสั้นๆ
8. การเล่านิทานประกอบภาพบนแผ่นป้ายสำลี
9. การเล่านิทานประกอบหุ่นชนิดต่างๆ เช่น หุ่นนิ้วมือ หุ่นเชิด หุ่นชัก ฯลฯ
สมใจ บุญอุรพีภิญโญ (2539, หน้า 9-10) กล่าวถึงรูปแบบของการเล่านิทานไว้ ดังนี้
(1) การเล่านิทานปากเปลา ผู้เล่าจะใช้คําพูดถ่ายทอดเรื่องราวด้วยเสียงธรรมชาติของตน ผู้เล่าบางคนมีความสามารถพิเศษในการทําเสียงเลียนเสียงต่างๆ ช่วยให้นิทานน่าสนใจมากขึ้น
(2) การเล่านิทานประกอบภาพวาดในสมัยโบราณมีการเล่านิทานประกอบภาพวาดลงบนพื้นดิน
พื้นทราย ฝาผนังของถ้ำ แผนหนังต่อมาเริ่มวาดลงบนกระดาษและผ้า
(3) การเล่านิทานประกอบภาพ ผู้เล่าจะเตรียมหนังสือนิทานที่มีภาพประกอบสวยๆ ให้ผู้ฟังได้ชมในขณะฟังนิทาน หนังสือบางเล่มอาจมีเฉพาะภาพ แต่ไม่มีตัวอักษร ผู้เล่าต้องเล่าเตรียมเนื้อเรื่องให้สัมพันธ์กับภาพ
(4) การเล่านิทานประกอบเส้นเชือก ผู้เล่าจะเตรียมเชือกนาปลายทั้ง 2 ข้างมาผูกติดกัน ใช้นิ้วมือทั้ง 10 นิ้ว ทําเป็นเส้นเชือกรูปร่างต่างๆ หรืออาจใช้เส้นเชือกวางเป็นรูปร่างต่างๆ บนกระดานหรือแผนโปรงใส่
(5)การเล่านิทานประกอบหุ่นประดิษฐ์ผู้เล่าจะเตรียมหุ่นให้สัมพันธ์กับเนื้อเรื่องขณะเล่านิทานจะนําหุ่นออกมาแสดงประกอบหุ่นที่ใช้มีลักษณะ เช่น หุ่นมือ หุ่นถุงกระดาษ หุ่นกระบอก หุ่นหนังตะลุง หุ่นผ้า หุ่นฟองน้า หุ่นถุงเท้า เป็นต้น
(6) การเล่านิทานประกอบหุ่นปะ ผู้เล่าต้องเตรียมกระดาษ ผ้าสำลี กระดานแม่เหล็ก หรือเวทีจำลอง และเตรียมตัวละครที่ทาจากกระดาษด้านหลังติดกระดาษทราย สำหรับติดบนกระดานผ้าสาลี จะทำให้นิทานสนุกสนานยิ่งขึ้น
(7)การเล่านิทานประกอบการพับผ้าเช็ดหน้าหรือการพับกระดาษผู้เล่าต้องเตรียมกระดาษเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขณะเล่านิทานครูต้องสาธิตการพับผ้าหรือกระดาษเป็นรูปสัตว์ รูปดอกไม้ สิ่งของต่างๆ เด็กจะสนุกสนานและฝึกทักษะการใช้กล้ามเนื้อมือและสายตาไปด้วย
(8)การเล่านิทานประกอบการร้องเพลงผู้เล่าอาจนํานิทานมาเขียนใหม่ให้เป็นบทเพลงและใสทำนองกระตุ้นให้เด็กเลิกสนใจในเพลง คนไทยสมัยก่อนมักนำเนื้อหาของนิทานมาขับร้อง ทําให้เกิดความไพเราะในการใช้ภาษา เช่น ตํานานดาวลูกไก่
สุมณฑา วงศ์สวัสดิ์ (2551:16) การเล่านิทานเพื่อให้เกิดความน่าสนใจนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคลที่เป็นผู้ดำเนินการเล่า ซึ่งมีนักศึกษาหลายท่านได้เสนอแนวคิดรูปแบบการเล่านิทาน พอสรุปได้ดังนี้
1.การเล่านิทานปากเปล่าเป็นการเล่านิทานที่อาศัยเพียงคำพูดและน้ำเสียงของผู้เล่าไม่มีการใช้สื่อประกอบการเล่านอกจากน้ำเสียงและจังหวะการพูดที่สูงต่ำเร้าใจผู้ฟังตามเนื้อเรื่องที่นำเสนอการเล่านิทานวิธีนี้ต้องใช้ศิลปะการพูด และการเล่าจูงใจมาก
2.การเล่านิทานประกอบท่าทาง การเล่านิทานแบบนี้เป็นการเล่าที่มีชีวิตชีวามากกว่า การเล่าปากเปล่า เพราะเด็กสามารถติดตามเรื่องที่เล่าได้ และจินตนาการเป็นรูปธรรมมากขึ้นตาม ท่าทางของผู้เล่าสนุกสนานมากขึ้น เพราะเห็นภาพพจน์ของเรื่องที่เล่าท่าทางที่ใช้ประกอบการเล่านิทานเป็นท่าทางของผู้เล่าหรือเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการคิดท่าทางประกอบ
3.การเล่านิทานประกอบภาพ ภาพที่ใช้ประกอบการเล่านิทานมีหลายชนิด อาทิ ภาพถ่าย ภาพโปสเตอร์ ภาพจากหนังสือ ภาพวาด การใช้ภาพสวยๆ มาประกอบการเล่านิทานโดยเฉพาะภาพการ์ตูนที่เคลื่อนที่ไปแต่ละลำดับภาพ สามารถจูงใจเด็ก และสร้างจินตนาการของเด็กทำให้เด็กติดตามเรื่องราวด้วยความอยากรู้ เด็กจะสนุกมากขึ้นถ้าในขณะที่ฟังเรื่อง ผู้เล่ากระตุ้นให้เด็กแสดงความคิดเห็น โดยให้เลือกภาพนำมาติดเอง เป็นการสร้างจินตนาการให้การเรื่องที่เล่า
4.การวาดภาพประกอบการเล่านิทาน วิธีนี้ผู้เล่าจะวาดการ์ตูนประกอบไปด้วย คือ เล่าเรื่องขณะเดียวกันก็วาดภาพไปจนจบเรื่อง จะทำให้เด็กสนใจ ตื่นเต้น และเกิดศรัทธาในตัวผู้เล่า
5.การใช้เพลงประกอบหรืออาจจะเล่านิทานที่ประพันธ์เป็นเพลงทั้งนี้เพื่อให้เด็กเกิดความสนุกสนานเพราะมีทำนองคล้องจองกัน มีความไพเราะจนทำให้เด็กประทับใจ และสามารถจดจำนิทานที่ได้ฟังได้ในที่สุด
6.การเล่านิทานประกอบเสียง ได้แก่ เสียงเพลง เสียงดนตรี และเสียงอื่นๆสามารถนำมาประกอบการเล่านิทานได้ มีลักษณะเช่นเดียวกับละครวิทยุ จุดประสงค์ เพื่อสร้างบรรยากาศที่กระตุ้นเร้าให้เกิดความตื่นเต้น อยากติดตาม ผู้ฟังเกิดจินตนาการ
7.การเล่านิทานประกอบอุปกรณ์ หรือสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่ หรือผู้เล่าจัดทำขึ้น เช่น หน้ากาก ตัวแสดงในนิทาน หุ่นนิ้วมือ หุ่นชัก ตุ๊กตา เป็นต้น ล้วนแล้วแต่เป็นสื่อประกอบการเล่านิทานควบคู่กันไป ทั้งนี้ การที่ผู้เล่านิทานตามความถนัด เช่น การเล่านิทานแบบปากเปล่า การเล่านิทานประกอบท่าทางการเล่า ทั้งนี้ผู้เล่าได้เตรียมสื่อในการเล่านิทานที่เหมาะสม และมีการฝึกซ้อมวิธีการเล่ามาก่อน จะช่วยให้เกิดความมั่นใจในการเล่า และช่วยให้ผู้ฟังเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินเข้าใจเรื่องราวต่างๆที่ฟังจากนิทานได้เป็นอย่างดี
สรุปได้ว่า รูปแบบการเล่านิทานมีหลากหลายวิธีซึ่งขึ้นอยู่กับผู้เล่าจะเลือกใช้วิธีใดเล่าให้ผู้ฟังเกิดความสนใจ สนุกสนานเพลิดเพลินและต้องกระตุ้นให้แสดงความคิดร่วมกันจะเป็นการสร้างจินตนาการในการเล่าเรื่องราวให้ผู้ฟังได้รับสาระจากนิทานที่ต้องการสอดแทรกเข้าไปได้อย่างสมบูรณ์ อย่างเช่น การเล่านิทานปากเปล่า การเล่านิทานประกอบภาพวาด การเล่านิทานประกอบเส้นเชือก การเล่านิทานประกอบหุ่นประดิษฐ์ การเล่านิทานประกอบหุ่นปะ การเล่านิทานประกอบการพับผ้าเช็ดหน้าหรือการพับกระดาษ และการเล่านิทานประกอบการร้องเพลง เป็นต้น
7.วิธีการเล่านิทาน
สาวิตรี รุญเจริญ (2549 : 32) ได้เสนอแนะวิธีการเล่านิทานและการสร้างบรรยากาศในขณะที่เล่านิทานดังนี้
1.การใช้น้ำเสียง น้ำเสียงควรชัดเจน มีน้ำเสียงหนักเบาตามความหมายของคําที่เป็นไปตามธรรมชาติ
เสียงผู้ชาย ห้าว ใหญ่
เสียงผู้หญิง นุ่ม แหลมเล็กน้อย
เสียงเด็ก แหลม สดใส
เสียงเศร้าโศก เสียงต้องเบา สั่นเครือ
2.การใช้กิริยาท่าทาง กิริยาท่าทางเป็นส่วนประกอบที่จะต้องสัมพันธ์กับน้ำเสียงซึ่งจะช่วยนําความรู้สึก ของผู้ฟังให้คล้อยตามได้
3.ผู้เล่าควรกวาดสายตามมองดูเด็กให้รอบ ๆ และสังเกตท่าทางของเด็กในขณะที่ฟัง
พรทิพย์ วินโกมินทร์ (2536, หน้า 26 อ้างถึงใน วาทินี เจือทอง, 2552, หน้า 28) ได้กล่าวถึง ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนเล่านิทานว่าการเตรียมตัวก่อนเล่านิทานเป็นสิ่งที่จําเป็นโดยเฉพาะผู้ที่เริ่มหัดเล่านิทานใหม่ๆ ครูบางคนอาจรู้สึกว่า การเล่านิทานเป็นเรื่องยากมาก บางคนอาจคิดว่าจําเป็นต้องจําเนื้อเรื่องให้ได้คําตอบ การเล่านิทานไม่มีวิธีใดที่ดีที่สุด เพียงแต่ผู้เล่าจะต้องรู้จักและเข้าใจเรื่องที่เล่าอย่างแจ่มแจ้งเพื่อให้การเล่านิทานดําเนินไปตามลําดับของเรื่องและเพื่อป้องกันการลืม ผู้เล่าควรปฏิบัติดังตอไปนี้
(1)อ่านเรื่องนั้นโดยตลอดอย่างช้าๆแล้วลองคิดสร้างภาพในจินตนาการเกี่ยวกับตัวละครและเหตุการณ์ในเรื่องเป็นลําดับ ปิดหนังสือ ลองคิดทบทวนภาพที่คิดสร้างไว้
(2)อ่านเรื่องอีกครั้งแล้วพิจารณาว่าจะเล่าให้เหมือนกับต้นฉบับเดิมทุกอย่างหรือจะเรียบเรียงคําพูดใหม่โดยไม่ให้เสียเค้าโครงเรื่องเดิม และรักษาส่วนดีไว้ด้วย และจะตัดข้อความปลีกย้อยตอนใดทิ้งบ้าง
(3) เขียนสังเขปเรื่องเป็นข้อๆ เพื่อให้เรื่องดําเนินไปตามลําดับไม่สับสน และเพื่อกันลืม ควรบันทึกข้อความหรือสํานวนดีๆไว้ พยายามใช้คําพูดของตัวละคร
(4) วางแผนที่จะหาวิธีการเริ่ม ต้นเล่านิทานที่น่าสนใจ หลีกเลี่ยงการบรรยายที่ไม่จําเป็น
(5) หาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ เพิ่มเติม เช่น ความรู้ เกี่ยวกับตัวละคร ขนบธรรมเนียมประเพณี และสภาพแวดล้อมอื่นๆ
(6) เลือกวิธีการเล่านิทานตามที่เห็นว่าเหมาะสม การเล่านิทานทําได้หลายแบบตั้งแต่วิธีการอย่างง่ายๆ คือ เล่าด้วยปากเปล่า โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เลย หรืออาจมีอุปกรณ์ประกอบก็ได้
(7) ครูควรเตรียมวิธีการบางอยางที่จะนำมาใช้เพื่อให้เด็กเงียบเสียง และพร้อมที่จะฟังนิทาน เช่น การเล่นกับนิ้ว หรือเพลงสั้นๆที่เด็กสนใจ ฯลฯ วิธีการเหล่านี้จะช่วยให้เด็กได้คลายความกระวนกระวายหรือความอยู่ไม่สุขลงได้ เมื่อครูใช้วิธีการให้เด็กสงบนิ่ง พร้อมที่จะฟังแล้ว ครูจึงเริ่มเล่านิทาน
(8) ทดลองเล่า ผู้เริ่มเล่านิทานใหม่ๆ ควรทดลองเล่าเรื่องนั้นให้ขึ้นใจ โดยหัดเล่าดังๆ เพื่อทดสอบน้ำเสียง หรือฝึกเล่าหน้ากระจกเพื่อสังเกตท่าทางของตนเอง ซึ่งศิลปะการเล่านิทานมี 2 อย่าง คือ
(8.1) การใช้เสียง น้ำเสียงหรือเสียงในการเล่าต้องส่งความรู้สึกให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์คล้อยตามผู้เล่า เพราะเสียงจะเป็นสื่อที่แสดงความรู้สึกได้ดี เช่น “เศร้าโศก เสียงต้องเบา สั่นเครือ กริยาท่าทางต้องอยู่ในสภาพสิ้นหวัง ตื่นเต้น เสียงควรฟังชัดเจน สั่นรัว “เสียงผู้ชายห้าวใหญ่” “เสียงผู้หญิง นุ่ม แหลมเล็กน้อย ” “การเล่านิทานไม่ควรใช้เสียงระดับเดียวกัน ควรมีสูง ต่ำ หนัก เบา บางที” “อาจขาดหายไป หรือหยุดเล็กน้อย เพื่อเร้าให้ผู้ฟังตังใจ สนใจติดตามเรื่องยิ่งขึ้น ”
(8.2)ท่าทางเป็นส่วนประกอบสําคัญที่ต้องสัมพันธ์กับน้ำเสียงซึ่งจะช่วยนําความรู้สึกของผู้ฟังให้คล้อยตามไปด้วย ผู้เล่าไม่จําเป็นต้องใส่ท่าทางมากนัก แต่ต้องสัมพันธ์กับอารมณ์ในขณะที่เล่า ผู้ฟังจึงจะเกิดความรู้สึกคล้อยตามผู้เล่าควรใช้ท่าทางประกอบเล็กน้อย เช่น ขยับแขน ขา พยักหน้า โยกตัว หรือทํามือประกอบ ทําตาโต เมื่อถึงตอนน่ากลัว ตกใจ หวาดเสียว พยายามให้ความรู้สึกออกทางนัยน์ตามากที่สุด และพยายามกวาดสายตามองดูเด็กให้รอบๆ
ฉวีวรรณ กินาวงศ์(2533 : 104) กล่าวไว้ว่าการเล่านิทานให้ได้ดีนั้นเป็นเรื่องยากพอสมควร ผู้เล่าต้องใช้เทคนิคในการเล่าอย่างมากเพื่อจะทำให้เด็กสนใจผู้เล่าต้องมีศิลปะในการเล่านอกจากนี้ต้องให้ความรักความอดทนความใกล้ชิดสนิทสนมกับเด็กบุคลิกภาพและท่าทางของงผู้เล่าก็สำคัญการเล่านิทานให้ประสบผลสำเร็จตามจุดประสงค์นั้นจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
1.ทำความเข้าใจกับนิทานที่จะเล่าเสียก่อน
2.เลือกคำที่ง่ายๆ
3.ใช้บทสนทนาจะทำให้เด็กตื่นเต้น
4.หลีกเลี่ยงการบรรยายและคำอธิบายที่ไม่จำเป็น
5.ใช้เสียงแบบสนทนากันคือช้าชัดเจนมีหนักเบา
6.จับเวลาให้ดีเว้นตามจังหวะตามอารมณ์ของเรื่อง
7.เวลาเล่าให้เป็นกันเองให้ความรักความสนิทสนมอย่างจริงใจ
8.นิทานที่นำมาเล่าให้ยาวพอๆกับระยะความสนใจของเด็กประมาณ 15 - 20 นาที
9.มีรูปภาพประกอบอาจเป็นหนังสือภาพหุ่นจะช่วยให้เด็กสนใจยิ่งขึ้น
10.เวลาเล่นอย่าย่อเรื่องให้สั้นจดขาดความสนุกไป
11.จัดบรรยากาศในห้องให้เหมาะสม
12.อย่าแสดงท่าทางประกอบการเล่ามากเกินไป
13.ขณะเล่าอาจให้เด็กมีส่วนร่วมในการเล่านิทานด้วยก็ได้เช่นการแสดงท่าทางตามเนื้อเรื่อง
ได้ไม่ควรบ่อยนัก
14.สายตาของผู้เล่าจะต้องกวาดมองเด็กทุกคน
15.หากมีเด็กพูดหรือถามขัดจังหวะควรบอกให้เด็กรอจนกว่าจะจบเรื่อง
16.หลักจากเล่านิทานจบอาจให้เด็กช่วยกันตั้งชื่อเรื่องก็ได้
17.หลังจากเล่านิทานจบควรเปิดโอกาสถามและวิพากษ์วิจารณ์
18.ถ้านิทานเรื่องยาวผู้เล่าอาจเล่าเป็นตอนๆก็ได้
สรุปได้ว่า วิธีการเล่านิทาน ผู้เล่าจำเป็นที่จะต้องมีการเตรียมความพร้อมมาก่อนที่จะเล่าซึ่งคำนึงถึงความเหมาะสมของเนื้อเรื่อง รู้จัก เข้าใจเรื่องที่เล่าอย่างแจ่มแจ้ง และระยะเวลาความสนใจของผู้ฟังมีสื่อรูปแบบการเล่าที่แตกต่างกันออกไป ในการเล่าทุกครั้งควรมีการประเมินว่าผู้ฟังมีความสนใจมากน้อยเพียงใดเพื่อจะนำมาปรับปรุงในการเล่าครั้งต่อไปดังนั้นในการเล่านิทานจึงควรศึกษาวิธีการเล่าและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับผู้ฟังให้มากที่สุด
8.คุณค่าและประโยชน์ของนิทานที่มีต่อการเรียนการสอน
ฉวีวรรณ กินาวงศ์(2526, หน้า125-126)ได้กล่าวว่า นิทานมีอิทธิพลและคุณค่าต่อเด็กมากในระดับเด็กปฐมวัยการที่ผู้ใหญ่และครูได้ใกล้ชิดกับเด็กโดยการเล่านิทาน จะเป็นเครื่องช่วยให้เข้าใจเด็กยิ่งขึ้น การเล่านิทานมีคุณค่าดังนี้
(1) ช่วยชดเชยประสบการณ์แก่เด็กในชนบทให้เท่าเทียมเด็กในเมือง เพราะบิดา มารดาของเด็กชนบทไม่มีเวลาหรือไม่เห็นคุณค่าของการเล่านิทานให้เด็กฟัง
(2) ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางภาษาความคิด และจินตนากรให้กับเด็ก
(3) ช่วยฝึกให้เด็กเป็นนักฟังที่ดีเข้าใจวิธีการปฏิบัติตัวขณะฟังนิทาน และสามารถเก็บใจความตามเรื่องราวที่ฟังคนอื่นเล่าได้ตามสมควรแก่วัย
(4) ช่วยให้เด็กเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน มีความรู้สึกอบอุ่นและใกล้ชิดกับผู้เล่า
(5) ช่วยปลูกฝังความรู้สึกของฟังนิทานและความรู้สึกชื่นชอบในหนังสือนิทานก่อนที่จะอ่านได้อย่างเข้าใจ
(6) ปลูกฝังให้เด็กเป็นคนใจกว้างยอมรับความจริงในชีวิตประจําวัน
(7) ช่วยให้ครูและผู้ใหญ่ได้ทราบถึงความรู้สึกที่อยู่ในตัวของเด็กจากการสนทนา ซักถามในขณะฟังนิทาน
สํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหงชาติ (2541) ได้กล่าวถึง ประโยชน์และคุณค่าของนิทาน ดังนี้
(1) สนองความต้องการตามธรรมชาติของเด็ก
(2) ผ่อนคลายความคับข้องใจของเด็ก
(3) ทําให้เด็กมีสมาธิในการฟัง ทำให้ช่วงความสนใจมีมากขึ้น
(4) ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม พฤติกรรม คุณลักษณะที่พึงประสงค์
(5) สงเสริมทักษะการเรียนรู้สิงแวดล้อมรอบตัวที่เหมาะสมกับวัย
(6) ส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา และความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ
(7) ส่งเสริมความกล้าพูด กล้าแสดงออก เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง
(8) ช่วยให้ผู้ใหญ่และเด็กมีความใกล้ชิดกัน เข้าใจซึ่งกันและกัน
ภารดี ศรีประยูร (2542, หน้า 30) ได้กล่าวถึงคุณค่าและประโยชน์ของนิทานต่อการเรียนการสอน ดังนี้
(1) ให้ความบันเทิงใจกับเด็กๆ ทําให้ผ่อนคลายอารมณ์ ได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน ทําให้เด็กร่าเริงแจ่มใสสมวัย
(2) นิทานใช้นําเข้าสู่บทเรียน
(3) นิทานช่วยเปลี่ยนทัศนคติที่ไม่ดี หรือผิดบางประการของเด็กเกี่ยวกับความเชื่อ ความกลัว และสอนจริยธรรมแก่เด็ก
(4) นิทานจะทําให้เด็กๆ หรือผู้ฟังสามารถใช้กระบวนการคิดพิจารณาแก่ปัญหาได้
(5) ใช้นิทานเป็นเครื่องมือฝึกทักษะทางภาษาและกระบวนการคิด
(6) ฝึกให้เด็กเป็นผู้รู้จักฟัง มีสมาธิ รู้จักสํารวจอิริยาบถของตนเอง
(7) ใช้นิทานส่งเสริมการอ่าน
(8) ใช้นิทานเพื่อสร้างความสัมพันธ์อยางใกล้ชิดกบเด็กซึ่งจะส่งผลไปถึงการปกครองเด็ก
สรุปได้ว่า คุณค่าและประโยชน์ของนิทานที่มีต่อการเรียนการสอน ทําให้ผู้ฟังเกิดการเรียนรู้ มีสมาธิใน การฟัง ทำให้ช่วงความสนใจมีมากขึ้น สามารถปล่อยความคิดของตัวเองตามจินตนาการได้อย่างกว้างไกล กล้าพูด กล้าแสดงออก เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง เป็นนักฟังที่ดีเข้าใจวิธีการปฏิบัติตัวในขณะฟังนิทานและสามารถเข้าใจเรื่องราวที่ฟังและช่วยให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน มีความรู้สึกอบอุ่นและใกล้ชิดกับผู้เล่ามากยิ่งขึ้น
9.งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทาน
สุวรรณา กิจติยา ( 2558 : บทคัดย่อ ) ผลการจัดประสบการณ์การเล่านิทานที่มีต่อความสามารถทางภาษาด้านการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยเพื่อศึกษาจํานวนเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเล่านิทานที่มีต่อความสามารถทางภาษาด้านการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยและเปรียบเทียบความสามารถทางภาษาด้านการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดประสบการณ์การเล่านิทาน กลุ่มตัวอยางที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2557 โรงเรียนบ้านโป่งข่อย ตําบลทองหลาง อําเภอห้วยคต จังหวัด อุทัยธานี สังกดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานีเขต 2 จํานวน 13 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอยางแบบกลุ่ม ( Cluster random sampling ) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์การเล่านิทานที่มีต่อความสามารถทางภาษาด้านการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยแบบทดสอบวัดความสามารถทางภาษาด้านการฟังและการพูดเป็น แบบทดสอบชนิดปรนัยรูปภาพ 3 ตัวเลือก จํานวน 20ข้อ มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.45-0.80 ค่าอํานาจจําแนก ตั้งแต่ 0.21-0.62 และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.52 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ การหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมุติฐาน โดยใช้การทดสอบอันดับที่มีเครื่องหมายกำกับของวิลคอกซันและการทดสอบไคสแควร์ ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเล่านิทาน มีความสามารถทางภาษาด้าน การฟังและการพูด ผ่านเกณฑ์ร้อยละ80ของคะแนนเต็ม จํานวน 10คน คิดเป็นร้อยละ 76.92 และเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเล่านิทานมีความสามารถทางภาษาด้านการฟังและการพูดหลังได้รับการจัดประสบการณ์สูงกว่าก่อนได้รับการจัดประสบการณ์อย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05
กฤตยา เหมสมัน (2559 : บทคัดย่อ) การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกพื้นฐานทักษะการฟังการมีวินัยจากกิจกรรมเสริมประสบการณ์โดยการเล่นเกมและการเล่านิทานกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาคือนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่2/1 โรงเรียนบ้านหนองบอน (นัยนานนท์อนุสรณ์) สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานครภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จานวน 25คนซึ่งผู้วิจัยเป็นครูประจาชั้นโดยจัดกิจกรรมการเล่านิทานและการเล่นเกมการเล่านิทานจากตัวละครในนิทานที่เป็นตัวแบบที่หล่อหลอมพฤติกรรมและบุคลิกภาพของเด็กให้มีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ส่วนการเล่นเกมนั้นส่งเสริมพฤติกรรมของเด็กด้านการมีวินัยโดยครูและเด็กจะร่วมกันตกลงกฎกติกาต่างๆก่อนเข้าร่วมกิจกรรมการเล่นเกมจะทำให้เด็กได้เรียนรู้การทางานกลุ่มความสามัคคีของกลุ่มเน้นการมีส่วนร่วมทุกคนและตระหนักว่าผู้เล่นทุกคนมีความสำคัญในการแข่งขันโดยไม่เน้นการแพ้ชนะเน้นการเล่นร่วมกันความสามัคคีความรับผิดชอบในการเล่นซึ่งจะส่งผลต่อการรับฟังผู้อื่นและฝึกการเป็นผู้นำและผู้ตามแล้วทาการประเมินทักษะการฟังและการมีวินัยในตนเองโดยสังเกตพฤติกรรมจากการเล่านิทานและการเล่นเกมและบันทึกการสังเกตพฤติกรรมจากการเล่านิทานและการเล่นเกมเป็นรายบุคคลผลการวิจัยพบว่านักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนบ้านหนองบอน (นัยนานนท์ อนุสรณ์) อยู่ในเกณฑ์ที่แตกต่างกันเด็กในวัยนี้ชอบเล่นเกมมากกว่าการนั่งฟังนิทานซึ่งใช้ระยะเวลาที่เท่ากัน
ณัฐกา สุทธิธนกูล ( 2561 : บทคัดย่อ ) การพัฒนาความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัยคณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาโดยการจัดกิจกรรมการเล่านิทานร่วมกับการลงมือทำเพื่อพัฒนาความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมการเล่านิทานร่วมกับลงมือทำและเพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานร่วมกับการลงมือทำประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัยคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา จำนวน 3 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เนื่องจากเด็กปฐมวัยมีพฤติกรรมไม่มีวินัยในตนเองคือไม่เก็บรองเท้า ไม่เก็บของเล่น ไม่เก็บที่นอน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ แผนการจัดประสบการณ์การการเล่านิทานร่วมกับการลงมือทำ 4 สัปดาห์สัปดาห์ละ3 วัน รวม 12 แผน และแบบสังเกตพฤติกรรมความมีวินัยในตนเอง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Design) โดยผู้วิจัยได้ใช้แบบแผนการสังเกต The single group pretest – posttest time series design สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย( x ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่า กิจกรรมการเล่านิทานสามารถพัฒนาความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัยคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และพฤติกรรมความมีวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานร่วมกับการลงมือทำดีขึ้นกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
การแสดงบทบาทสมมติ
1.ความหมายของบทบาทสมมติ
เทเลอร์และวอลฟอร์ด (Tayler and Walford, 1974 p, 19) ได้ให้ความหมายของบทบาทสมมติว่าการแสดงบทบาทเป็นการเปิดโอกาสให้ได้สวมบทบาทในสภาพการณ์ต่างๆเพื่อฝึกว่าตนควรมีพฤติกรรมแบบใดจึงจะแก้ปัญหาได้ดีที่สุดผู้แสดงต้องรับรู้บทบาทของตนเองเพื่อให้เข้าใจและมีอารมณ์ในการแสดง
สุมน อมรวิวัฒน์ แรมุสมร อยู่สถาพรและโสภาพรรณ ชัยสมบัติ (2526, หน้า 99) ได้ให้ความหมายของบทบาทสมมติว่า เป็นเครื่องมือและวิธีการสอนอย่างหนึ่งที่ใช้ในการสอนเพื่อให้ผู้เรียนได้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องที่จะเรียนโดยผู้ที่สอนสร้างสถานการณ์สมมติและบทบาทขึ้นมานั้นมักจะมีปัญหาและข้อขัดแย้งต่างๆแฝงมาด้วยการที่ผู้เรียนได้เลือกที่จะแสดงบทบาทต่างๆโดยไม่ต้องฝึกและเตรียมตัวก่อนนั้นผู้แสดงจะต้องแสดงไปตามธรรมชาติโดยที่ไม่รู้ว่าผู้แสดงคนอื่นจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบอย่างไรบ้างนับว่าเป็นการช่วยฝึกให้ผู้แสดงได้เรียนรู้ที่จะปรับพฤติกรรมและหาทางแก้ปัญหาตัดสินใจอย่างธรรมชาติ
ทิศนา แขมมณี(2554 : 358-364) กล่าวว่าบทบาทสมมติ เป็นเครื่องมือและวิธีการอย่างหนึ่งที่ใช้ในการสอนเพื่อให้เด็กปฐมวัยได้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องที่เรียนโดยผู้สอนสร้างสถานการณ์สมมติและบทบาทสมมติขึ้นให้เด็กปฐมวัยได้แสดงออกตามที่ตนคิดว่าควรจะเป็นและถือเอาการแสดงออกทั้งทางความรู้และพฤติกรรมของผู้แสดงมาเป็นหัวข้ออภิปรายในการเรียนรู้ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของบงกช สัปปพันธ์ (2529, อ้างถึงในจรูญคูณมี, 2520 : 161) ที่กล่าวว่าการแสดงบทบาทสมมติเป็นเครื่องมือและวิธีการอย่างหนึ่งที่ใช้ในการสอนเพื่อให้เด็กปฐมวัยได้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องที่เรียนเป็นการฝึกการแก้ปัญหาและการตัดสินใจวิธีหนึ่งเพราะในการสร้างสถานการณ์ที่สมมติขึ้นมาให้คล้ายคลึงกับสิ่งที่เป็นจริงนั้นมักมีปัญหาและความขัดแย้งต่างๆแฝงมาด้วย
สรุปได้ว่า บทบาทสมมติ หมายถึง เป็นเครื่องมือและวิธีสอนที่ผู้สอนสร้างสถานการณ์ขึ้นให้คล้ายคลึงกับปัญหาในชีวิตจริงเพื่อให้เด็กเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่จะหาทางแก้ปัญหาจากนั้นให้เด็กแสดงบทบาทออกไปตามที่คิดไว้แล้วสรุปวิธีในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม
2.ความสำคัญของบทบาทสมมติ
หรรษา นิลวิเชียร (2535, น. 86) กล่าวถึงความสำคัญของบทบาทสมมติไว้ว่า ช่วยให้เด็กฝึกจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์เด็กจะสร้างภาพพจน์เรื่องราวต่าง ๆ แม้แต่เรื่องในใจของตนเอง เด็กจะเลียนเสียงธรรมชาติเลียนเสียงสัตว์เสียงพูดตลอดจนการเคลื่อนไหวของคนและสัตว์ในการเล่นวัสดุสิ่งของ เด็กก็อาจจะเป็นใคร ไปไหน ทำอะไรก็ได้ในจินตนาการของตน เด็กจะเรียนรู้สิ่งแวดล้อม และเรียนรู้ที่จะแยกออกว่า อะไรเป็นความจริงและอะไรเป็นความฝัน
อาภรณ์ ใจเที่ยง (2540, น. 122) ได้ให้ความความสำคัญของบทบาทสมมติไว้ดังนี้
1.ส่งเสริมให้บทเรียนน่าสนใจและผ่อนคลายความตึงเครียด
2.สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกอารมณ์และเจตคติของผู้เรียนได้เป็นอยางดี
3.สร้างเสริมความสามัคคีและช่วยให้เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นได้ดีขึ้น
4.ช่วยฝึกฝนแกปัญหาและความเข้าใจของผู้เรียน
5.ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในสิ่งที่เรียนได้ลึกซึ้ง
6.ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการปรับเปลี่ยนเจตคติและพฤติกรรมรวมทั้งปฏิบัติตนในสังคมได้อย่างเหมาะสม
ทิศนาแขมมณี (2550, น. 6) และสุจริต เพียรชอบ (2531, น. 230 - 232) ได้กล่าวถึงความความสำคัญของบทบาทสมมติไว้ดังนี้
1.ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในสิ่งที่เรียนลึกซึ้งขึ้น
2.ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการปรับปรุงเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรม รวมทั้งค่านิยมและการปฏิบัติตนในสังคมได้
อย่างเหมาะสม
3.ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ความรู้ในการเผชิญสภาพการณ์ต่าง ๆ ฝึกการแก้ปัญหาประกอบการตัดสินใจ
4.ช่วยให้คนในกลุ่มเกิดความใกล้ชิดสนิทสนม เป็นกันเอง มีความสามัคคีปรองดองกันมีความเข้าใจอันดีต่อกัน
5.ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจสภาพการณ์ต่างๆได้ยิ่งขึ้น
6.ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ได้มากยิ่งขึ้น
7.ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนและเรียนได้อย่างสนุกสนานและช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดทางอารมณ์
8.ช่วยให้ผู้เรียนมีความมั่นใจตนเองมากยิ่งขึ้น
สรุปได้ว่า ความสำคัญของบทบาทสมมติจะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนรู้เกี่ยวกับตนเองและผู้อื่นมากยิ่งขึ้นเด็กมีโอกาสในการแสดงออกรู้ถึงสาเหตุของพฤติกรรมและทำให้ผู้เรียนพัฒนาความรู้สึกเกี่ยวกับตนเองในทางที่ดีตลอดจนมีความรู้สึกที่ดีต่อผู้อื่นมากขึ้นและได้มีโอกาสฝึกปฏิบัติพร้อมปรับพฤติกรรมให้ถูกต้องเหมาะสมกับการเรียนหรือร่วมทำงานกับผู้อื่นและสามารถตัดสินใจแก้ปัญหาชีวิตประจำวันได้
3.ประเภทของการใช้บทบาทสมมติ
อาภรณ์ ใจเที่ยง (2537 : 119-120) ได้แบ่งประเภทของบทบาทสมมติที่เด็กปฐมวัยแสดงออกเป็น 2 ประเภทคือ
1.การแสดงบทบาทสมมติแบบละครเป็นการแสดงบทบาทตามเรื่องราวที่มีอยู่แล้วผู้แสดงจะได้รับทราบเรื่องราวทั้งหมดแต่จะไม่ได้รับบทที่กำหนดให้แสดงตามอย่างละเอียดผู้แสดงจะต้องแสดงออกเองตามความคิดของตนและดำเนินเรื่องไปตามท้องเรื่องที่กำหนดไว้แล้วซึ่งมีลักษณะเหมือนละคร
2.การแสดงบทบาทสมมติแบบแก้ปัญหาเป็นการแสดงบทบาทสมมติที่เด็กปฐมวัยได้รับทราบสถานการณ์หรือเรื่องราวแต่เพียงเล็กน้อยเท่าที่จำเป็นซึ่งมักเป็นสถานการณ์ที่เป็นปัญหาหรือมีความขัดแย้งแฝงอยู่ผู้แสดงบทบาทจะใช้ความคิดของตนในการแสดงออกและแก้ปัญหาต่างๆอย่างเสรีในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้การแสดงบทบาทสมมติที่มีการเตรียมบทไว้ก่อนคือเป็นการเป็นการแสดงบทบาทสมมติประกอบนิทานซึ่งเป็นการแสดงบทบาทตามเรื่องราวที่มีอยู่ในเนื้อเรื่องของนิทานผู้แสดงจะได้รับทราบเรื่องราวทั้งหมดโดยการฟังนิทานซึ่งครูเป็นผู้เล่าก่อน1รอบและยึดเอาตัวละครที่สำคัญๆของเรื่องมาให้นักเรียนแสดงบทบาทตามเนื้อเรื่องซึ่งเนื้อหาในนิทานจะประกอบด้วย ความมีระเบียบวินัย 3 ด้านคือ ด้านความรับผิดชอบ การควบคุมตนเอง ความมีเหตุผล
สุจริต เพียรชอบ (2531, น. 33 - 34) ได้จำแนกประเภทของการแสดงบทบาทสมมติออกเป็น 3 ประเภทสรุปได้ ดังนี้
1.การแสดงแบบเตรียมบทมาแล้วการใช้บทบาทสมมติแบบมีบทเตรียมไว้ก่อนหมายถึงการใช้บทบาทสมมติเข้ามาช่วยในการสอนโดยที่ผู้สอนได้เตรียมบทมาล่วงหน้าหวังจะให้ผู้เรียนเรียนไปตามแบบแผนและขั้นตอนที่เตรียมไว้เช่นครูเตรียมว่าควรจะใช้บทบาทสมมติช่วยในการสอนให้ผู้เรียนได้รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราครูจะเตรียมสภาพการณ์ล่วงหน้าและเตรียมบทบาทอย่างเรียบร้อย เมื่อเข้าสอนครูจะสอนและใช้บทบาทสมมติตามขั้นตอนที่เตรียมไว้
2.การแสดงบทบาทโดยฉับพลัน การใช้บทบาทสมมติแบบไม่มีบทเตรียมไว้ หมายถึง การใช้บทบาทสมมติ เป็นเครื่องมือช่วยในการสอนตามวาระและโอกาสที่เอื้อต่อครูโดยไม่ต้องเตรียมบทบาทมาให้ผู้เรียนล่วงหน้าเพื่อให้ผู้เรียนได้แสดงตอบโต้ในสภาพการณ์อย่างอิสระตามความรู้สึกนึกคิดของผู้เรียนเองจากประเภทของบทบาทสมมติ
3.การแสดงบทบาทจากสถานการณ์ที่กาหนดขึ้นนี้เป็นการแสดงที่เกิดจากการนำวิธีในข้อที่1และข้อที่2 มารวมเข้าด้วยกัน
ผกา สัตยธรรม (2524 : 49-50) ได้จัดบทบาทสมมติในการเรียนการสอนไว้ 3 ประเภท ได้แก่
1.การแสดงบทบาทในทันทีที่เรียนอยู่เป็นการแสดงท่าทางประกอบบทเรียนที่เรียนอยู่หรือบทบาทต่างๆที่เกี่ยวข้องในบทเรียน
2.การแสดงบทบาทโดยที่กำหนดเรื่องราวไว้ล่วงหน้ามีการกำหนดเรื่องที่จะแสดงไว้ล่วงหน้ารวมทั้งการเตรียมสถานที่อุปกรณ์นักเรียนที่จะแสดงและผู้สังเกตการณ์
3.การแสดงบทบาทเป็นแบบบทละครเป็นการแสดงบทบาทการแสดงละครมีการฝึกซ้อมบทบาทของผู้แสดงการกำหนดเวลาเมื่อการแสดงจบลงมีการร่วมกันสรุป
สรุปได้ว่า การแสดงบทบาทสมมติมีหลากหลายประเภทด้วยกัน ได้แก่ การแสดงบทบาทสมมติแบบเตรียมบทไว้ก่อนโดยมีผู้สอนได้เตรียมไว้ล่วงหน้าและบทบาทแบบไม่มีบทเตรียมไว้ก่อนโดยให้ผู้เรียนได้แสดงบทบาทไปตามแบบแผนขั้นตอนที่เตรียมไว้ผู้แสดงอาจจะแสดงบทบาทได้ไม่ครบถ้วนแต่ต้องตรงกับเนื้อหาที่กำหนดหรืออาจนำวิธีต่างๆมารวมกันเพื่อให้เด็กเกิดจินตนาการในการคิด การพูด แสดงความคิดออกมาด้วยตนเองตามความเข้าใจแต่ได้มีการบรรยายนำเนื้อเรื่องเป็นตอนๆเพื่อให้เด็กทำความเข้าใจตัวละครในนิทานประกอบภาพได้ง่ายตามเนื้อเรื่องผู้สอนควรเลือกรูปแบบต่างๆตามความเหมาะสมของผู้แสดง
4.หลักการนํากิจกรรมการแสดงบทบาทสมมติมาจัดการเรียนรู้
ทิศนา แขมมณี (2550, น. 359 - 360) ได้สรุปข้อเสนอแนะในการใช้วิธีการสอนด้วยการแสดงบทบาทสมมติดังนี้
1.การเตรียมการผู้สอนต้องกาหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนและสร้างสถานการณ์และบทบาทสมมติที่จะช่วยสนองวัตถุประสงค์นั้น จะให้รายละเอียดมากเพียงใดขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ซึ่งผู้สวมบทบาทจะใช้ข้อมูลนั้นในการแสดงออกและแก้ปัญหาตามความคิดของตน
2.การเริ่มบทเรียน ผู้สอนสามารถกระตุ้นความสนใจผู้เรียนได้หลายวิธี เช่น โยงประสบการณ์ใกล้ตัวผู้เรียน หรือใช้วิธีเล่าเรื่องราวหรือสถานการณ์ อาจใช้วิธีชี้แจงให้ผู้เรียนเห็นประโยชน์จากการเข้าร่วมการแสดง
3.การเลือกผู้แสดงควรเลือกให้สอดคล้องกบจุดมุ่งหมายของการแสดงเช่น เลือกผู้แสดงที่เหมาะสมกับบทบาทเพื่อช่วยให้การแสดงเป็นไปอยางราบรื่น
4.การเตรียมผู้สังเกตการณ์ผู้สอนควรเตรียมผู้ชม และทำความเข้าใจกับผู้ชมว่าควรสังเกตอะไร บันทึกข้อมูล อย่างไร
5.การแสดงก่อนแสดงอาจมีการจัดฉากให้ดูสมจริง ควรสังเกตการณ์แสดงอย่างใกล้ชิด ไม่ควรขัดการแสดงกลางคัน นอกจากเกิดปัญหาหรือแสดงออกนอกทาง
6.การวิเคราะห์อภิปรายผลการแสดง เป็นขั้นตอนที่สำคัญมากเป็นขั้นที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ชัดเจนตามวัตถุประสงค์ควรมีการสัมภาษณ์ความรู้สึกความคิดเห็นผู้แสดง
วิมลรัตน์ ชัยสิทธิ์(2521 : 27-29) ได้เสนอแนะวิธีการสอนด้วยการแสดงบทบาทสมมติไว้ดังนี้
1.การแสดงบทบาทสมมติการใช้ให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ไม่ควรใช้เพื่อการบันเทิงเพียงอย่างเดียว
2.การแสดงบทบาทสมมติไม่ควรกำหนดเวลาแน่นอนตายตัวลงไป
3.เรื่องที่นำมาใช้ไม่ควรเป็นเรื่องที่ยาวเกินไปควรเป็นเรื่องที่กระตุ้นให้เด็กปฐมวัยอยากอภิปรายเมื่อแสดงจบแล้ว
4.การแสดงบทบาทสมมติจะได้ผลเต็มที่เมื่อนำมาใช้ติดต่อกันพอสมควรไม่ใช่เป็นเพียงการคั่นการเรียนเพียงครั้งหรือสองครั้งเพื่อแก้ความเบื่อหน่ายของเด็กปฐมวัยเท่านั้น
5.ควรใช้การแสดงบทบาทสมมติเมื่อต้องการให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและฝึกทักษะในการปฏิบัติในเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์
วารี ถิระจิตร (2540) ได้สรุปเกี่ยวกับการเรียนโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติว่ามีข้อดีหลายประการที่เห็นได้ชัดก็คือ ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนและเรียนได้อย่างสนุกสนานสามารถเข้าใจสิ่งเรียนได้อย่างดีช่วยปรับปรุงพฤติกรรมและเจตคติให้ปฏิบัติตนในสังคมได้อย่างเหมาะสมและรู้จักการเผชิญสถานการณ์ต่าง ๆ ฝึกการแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม
สรุปได้ว่า หลักการนํากิจกรรมการแสดงบทบาทสมมติมาจัดการเรียนรู้ ควรใช้ให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ และควรนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอโดยครูจะต้องวางแผนการจัดกิจกรรมอย่างมีระบบเพื่อให้เหมาะสมกับเวลาบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ซึ่งผลจากการแสดงบทบาทสมมติทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและเป็นการฝึกทักษะในการปฏิบัติและมีปฏิสัมพันธ์ซึ่ง กันและกันได้เป็นอย่างดี
5.ขั้นตอนการแสดงบทบาทสมมติ
ทิศนา แขมมณี(2519 : 44-47) กล่าวถึงกระบวนการในการใช้บทบาทสมมติไว้ว่าไม่ว่าจะเป็นการใช้บทบาทสมมติแบบเตรียมบทไว้พร้อมหรือการใช้บทบาทสมมติแบบไม่ได้เตรียมบทไว้ ลักษณะคล้ายคลึงกันดังนี้
1.ขั้นเตรียมการแบ่งออกเป็น 2 ตอนคือ
1)การแจกแจงและกำหนดขอบเขตของปัญหา ครูต้องวิเคราะห์แยกแยะสถานการณ์ว่าอะไรคือปัญญาหรือจุดที่ต้องการชี้ให้เด็กปฐมวัยเห็นและเรียนเพื่อความเข้าใจกำหนดขอบเขตของปัญหาที่จะสอน
2)เมื่อได้ปัญหาที่ชัดเจนแล้วครูจะต้องกำหนดสถานการณ์สมมติที่ง่ายและชัดเจนขึ้นพร้อมทั้งเขียนบทบาทสมมติที่จะให้นักเรียนแสดง
2.ขั้นแสดงแบ่งออกเป็น 7 ตอนคือ
1)การอุ่นเครื่องเป็นการช่วยให้เด็กปฐมวัยมีความเข้าใจตรงกับเรื่องที่จะเรียนครูอาจเล่าเรื่องราวหรือสถานการณ์สมมติให้นักเรียนฟัง
2)การเลือกตัวผู้แสดงอาจเลือกบุคคลที่มีลักษณะใกล้เคียงกับบทบาทหรือบุคคลที่มีลักษณะตรงกันข้ามก็ได้
3)การจัดฉากแสดงหลังจากที่ได้ผู้แสดงแล้วจึงจัดฉากแบบสมมติขึ้นเพื่อให้การแสดงใกล้เคียงกับความเป็นจริงอาจเป็นแบบอย่างง่ายๆจนถึงแบบหรูหรา
4)การเตรียมผู้สังเกตการณ์ครูจะต้องช่วยให้เด็กปฐมวัยหัดสังเกตและวิเคราะห์เหตุการณ์ไปด้วยมิฉะนั้นการอภิปรายและการวิเคราะห์หลังการแสดงจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร
5)การเตรียมความพร้อมก่อนการแสดงครูต้องช่วยขจัดความตื่นเต้นความประหม่าและความวิตกกังวลของผู้แสดงออกไปด้วยวิธีต่างๆ
6)การแสดงการแสดงควรเป็นไปตามธรรมชาติไม่มีการขัดแย้งกันนอกจากในกรณีที่ผู้แสดงต้องการความช่วยเหลือครูอาจเข้าไปช่วยได้ตามโอกาส
7)การตัดบทการแสดงควรมีการตัดบทและหยุดการแสดงเมื่อ
7.1) การแสดงได้ข้อมูลเพียงพอที่จะนำมาวิเคราะห์อภิปรายได้
7.2) กลุ่มพอจะเดาได้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรถ้าแสดงต่อไป
7.3) ผู้แสดงไม่สามารถแสดงต่อไปได้เพราะเกิดการเข้าใจผิดบางประการ
7.4) การแสดงจบเรื่อง
3.ขั้นวิเคราะห์และอภิปรายผลการแสดงการวิเคราะห์ผลการแสดงมักเป็นไปในรูปของการอภิปรายร่วมกันระหว่างผู้แสดงผู้ช่วยหรือผู้สังเกตการณ์การอภิปรายเป็นไปในรูปใดนั้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการเรียนบางครั้งอาจให้ผู้แสดงเปิดเผยความรู้สึกและเสนอแนวความคิดเห็นก่อนแล้วจึงให้ผู้สังเกตการณ์เสนอความคิดเห็น
4.ขั้นแสดงเพิ่มเติมในกรณีที่การแสดงครั้งแรกได้ผลไม่เป็นที่พอใจหรือมีผู้เสนอแนวความคิดเห็นใหม่ๆในการแก้ปัญหาก็อาจมีการแสดงใหม่อีก
5.ขั้นแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสรุปหลังจากอภิปรายเกี่ยวกับการแสดงแล้วครูควรกระตุ้นให้เด็กปฐมวัยได้อภิปรายทั่วๆไปซึ่งอาจมีการเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวข้องเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำให้เด็กปฐมวัยสามารถหาข้อสรุปหรือได้แนวความคิดรวบยอด
กรมวิชาการ (2537, น. 27 - 34) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติไว้ ดังนี้
1.ขั้นเตรียมการเป็นการเตรียมขั้นตอนการสอนไว้ดังนี้
1.1เตรียมจุดประสงค์ของการแสดงบทบาทสมมติให้แน่ชัดและเฉพาะเจาะจงว่าต้องการให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจอะไรบ้างจากการแสดง
1.2เตรียมสถานการณ์และบทบาทสมมติเพื่อเล่าให้ผู้เรียนฟังโดยให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ที่กำหนดไว้การเตรียมสภาพการณ์และบทบาทสมมตินี้อาจเตรียมเขียนไว้อยางละเอียดเพื่อมอบบทให้แก่ผู้เรียนหรือเตรียมเฉพาะสถานการณ์เพื่อเล่าให้ผู้เรียนฟังส่วนรายละเอียดผู้เรียนต้องคิดเอง
1.3การเตรียมสถานการณ์และบทบาทสมมตินี้ควรให้มีความชัดเจนมีความยากง่ายให้เหมาะสมกับระดับผู้เรียนมีแนวทางใกล้เคียงกับความเป็นจริงและควรให้มีความขัดแย้งหรือปัญหาที่จะต้องแก้เพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสฝึกคิดและแก้ปัญหา
2.ขั้นดำเนินการสอน
2.1ขั้นนำเข้าสู่การแสดงบทบาทสมมติเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจและกระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมกิจกรรมโดยผู้สอนอาจใช้วิธีโยงประสบการณ์ใกล้ตัวผู้เรียนเช่นการเล่าเรื่องราวหรือสถานการณ์สมมติชี้แจงประโยชน์ของการแสดงบทบาทสมมติและการร่วมกันช่วยแก้ปัญหา
2.2เลือกผู้แสดงเมื่อผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมกิจกรรมแล้วผู้สอนจะจัดตัวผู้แสดงในบทบาทต่างๆในการเลือกตัวผู้แสดงนั้นอาจใช้วิธีดังนี้
2.2.1 เลือกอย่างเจาะจง เช่น เลือกผู้ที่มีปัญหาออกมาแสดงเพื่อจะให้เกิดความรู้สึกในปัญหาและเห็นวิธีแกปัญหา
2.2.2 เลือกผู้ที่มีบุคลิกลักษณะคุณสมบัติมีความเหมาะสมกับบทบาทที่กำหนดให้
2.2.3 เลือกผู้แสดงโดยให้อาสาสมัครเพื่อให้เสรีภาพแก่ผู้เรียนในการเรียนการตัดสินใจ
2.3การเตรียมความพร้อมของผู้แสดงเมื่อเลือกผู้แสดงได้แล้วผู้สอนควรให้เวลาผู้แสดงได้เตรียมตัวและตกลงกันก่อนการแสดงผู้สอนควรช่วยให้กำลังใจช่วยขจัดความตื่นเต้นความประหม่าและความวิตกกังวลต่างๆเพื่อผู้แสดงจะได้แสดงอยางเป็นธรรมชาติ
2.4การจัดฉากการแสดง อาจจะจัดแบบง่ายๆคำนึงถึงความประหยัดทั้งเวลาและทรัพยากร เช่น อาจสมมติโต๊ะนักเรียนตัวเดียว เพราะการจัดฉากนี้เป็นเพียงส่วนประกอบของการแสดง
2.5การเตรียมผู้สังเกตการณ์ในขณะที่ผู้แสดงเตรียมตัวผู้สอนควรได้ใช้เวลานั้นเตรียมผู้ชมด้วยโดยควรทำความเข้าใจกับผู้ชมว่าควรสังเกตอะไรจึงจะเป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์และอภิปรายในภายหลังผู้สอนอาจเตรียมข้อสังเกตหรือจัดทำแบบสังเกตการณ์เตรียมไว้ให้พร้อมแล้วเลือกผู้สังเกตการณ์ช่วยกันดูและบันทึกพฤติกรรมและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องๆ
2.6การแสดงเมื่อทุกฝ่ายพร้อมแล้วจึงเริ่มแสดงการแสดงนี้ควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติผู้สอนและผู้ชมไม่ควรเข้าขัดกลางคัน นอกจากในกรณีที่ผู้แสดงต้องการความช่วยเหลือในขณะที่ผู้แสดงกาลังแสดง ผู้สอนควรสังเกตพฤติกรรมของผู้แสดงและผู้ชมอยางใกล้ชิด ่
2.7การตัดบทผู้สอนหรือผู้กำกับควรตัดบทหรือหยุดการแสดงเมื่อเวลาผ่านการแสดงเป็นเวลาสมควรไม่ควรปล่อยให้การแสดงเยิ่นเย่อเกินไปจะทำให้เสียเวลาและผู้ชมเกิดความเบื่อหน่ายการตัดบทควรจะทำเมื่อ
2.7.1 การแสดงได้ให้ข้อมูลแก่กลุ่มเพียงพอที่จะนำมาวิเคราะห์และอภิปรายได้
2.7.2 ผู้ชมและผู้แสดงพอจะเล่าได้วาเรื่องราวจะเป็นอย่างไรถ้ามีการแสดงต่อไป
2.7.3 ผู้แสดงไม่สามารถแสดงต่อไปได้เพราะเกิดความเข้าใจผิดบางประการหรือเกิดอารมณ์สะเทือนใจมากเกินไป
2.7.4 การแสดงยืดเยื้อไม่ยอมจบหรือจบไม่ลง และผู้ชมหมดความสนใจที่จะชมการแสดงจนจบเรื่อง
3.ขั้นวิเคราะห์และอภิปรายผลการแสดงขั้นนี้ถือเป็นขั้นสำคัญยิ่งในการสอนเพราะเป็นขั้นที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้รวบรวมข้อมูลต่างๆที่ได้สังเกตเห็นและนำมาวิเคราะห์อภิปรายจนเกิดเป็นการเรียนรู้ที่มีความหมายสำหรับตนเองในขั้นนี้ครูควรเตรียมคำถามต่างๆไว้เป็นแนวทางสำหรับตนเองเพื่อที่จะใช้กระตุ้นให้ผู้เรียนวิเคราะห์และอภิปรายร่วมกันโดยมีการดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้
3.1ชี้แจงให้ทั้งผู้แสดงและผู้ชมเข้าใจว่าการอภิปรายจะเน้นที่เหตุผลและพฤติกรรมที่ผู้แสดงได้แสดงออกมาไม่ใช่เน้นที่ใครแสดงดีไม่ดีอย่างไร
3.2สัมภาษณ์ความรู้สึกและความคิดเห็นของผู้แสดง
3.3สัมภาษณ์ความรู้สึกและความคิดเห็นของผู้สังเกตการณ์หรือผู้ชม
3.4ให้กลุ่มแสดงและผู้ชมวิเคราะห์เหตุการณ์เสนอความคิดเห็นและอภิปรายร่วมกันโดยครูอาจใช้คำถามต่างๆกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดโดยครูต้องพึงระมัดระวังในการดำเนินการอภิปรายคือครูควรแสดงความเป็นประชาธิปไตยให้เสรีภาพแก่ผู้เรียนในการคิดและการตัดสินใจให้มากที่สุด
4.ขั้นแสดงเพิ่มเติมหลังจากการวิเคราะห์และอภิปรายผลการแสดงแล้วกลุ่มอาจเสนอแนวทางใหม่ๆในการแก้ปัญหาหรือการตัดสินใจครูอาจให้มีการแสดงเพิ่มเติมก็ได้แต่ถ้าการแสดงเพิ่มเติมนี้ไม่จำเป็นครูสามารถข้ามขั้นไปถึงขั้นที่5 ได้เลยก็ได้
5.ขั้นแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสรุปหลังจากจบการอภิปรายเกี่ยวกบการแสดงแล้วควรกระตุ้นให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่มีส่วนสัมพันธ์หรือเกี่ยวกบเรื่องที่ได้ศึกษาแก่กันและกันการแลกเปลี่ยนประสบการณ์นี้เกี่ยวข้องกับความเป็นจริงและทำให้ผู้เรียนสามารถที่จะหาข้อสรุปหรือได้แนวคิดรวบยอดที่ตนสามารถเข้าใจได้เป็นอยางดี
สุจริต เพียรชอบ (2531, น. 236 - 241) ได้เสนอขั้นตอนในการแสดงบทบาทสมมติไว้ดังนี้
1.ขั้นเตรียมการเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากผู้แสดงต้องใช้ความพยายามในการแสดงให้เหมาะสมกับบทบาทมากที่สุดผู้แสดงควรฝึกสังเกตการแสดงบทบาทของบุคคลทุกอาชีพในสถานการณ์ที่ต่างกันลอกเลียนแบบการแสดงบทบาทนั้นๆเรื่องที่แสดงไม่ควรยุ่งยากซับซ้อนจนผู้แสดงเกิดความสับสนไม่เข้าใจบทบาทที่ตนต้องแสดงผู้มีส่วนร่วมในการแสดงบทบาทสมมติทั้งผู้แสดงและผู้ชมควรจะได้มีความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ที่กำหนดขึ้นเป็นอย่างดีเพื่อจะได้สามารถแสดงบทบาทและร่วมอภิปรายได้อย่างมีประสิทธิภาพสถานการณ์ที่กำหนดขึ้นควรคำนึงถึงความยากง่ายให้เหมาะสมกับผู้แสดงผู้แสดงแต่ละคนย่อมจะเหมาะสมกบบทบาทหนึ่งสถานการณ์ที่กำหนดขึ้นควรเหมาะสมกบผู้แสดงในด้านวัย เพศ ระดับการศึกษาและความสนใจของผู้แสดงเพื่อให้การแสดงบทบาทสมมติดำเนินไปด้วยดีสถานการณ์ที่แสดงบทบาทสมมติจะต้องเป็นประโยชน์กับทุกคนสถานการณ์ที่กำหนดขึ้นควรจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหาหรือความขัดแย้งของมนุษย์ในวงกว้างไม่ใช่เรื่องส่วนตัวหรือเป็นประสบการณ์จริงของบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแสดงบทบาทเพราะอาจทำให้กระทบกระเทือนความรู้สึกของผู้แสดงหรือผู้ชมได้
2.ขั้นสอน มีขั้นตอนดังนี้
2.1ขั้นนำเข้าสู่การแสดงขั้นนี้เป็นขั้นที่สำคัญมากเพราะเป็นเหมือนการอุ่นเครื่องทำให้ผู้แสดงและผู้ชมให้เกิดความรู้สึกคล้อยตามเกิดอารมณ์ร่วมเข้าใจตัวละครตลอดจนปัญหาของตัวละครเป็นอย่างดี เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพหรือหาทางแกไขปัญหาต่างๆได้ถูกต้อง
2.2การเลือกตัวผู้แสดงควรคำนึงถึงจุดหมายของการแสดงและประโยชน์ที่ผู้มีส่วนร่วมในการแสดงบทบาทควรจะได้รับเป็นสำคัญ
2.3การจัดฉาก ควรจัดฉากให้เข้ากบบรรยากาศในการแสดงไม่จำเป็นต้องจัดฉากให้หรูหราจนเกินไป
2.4การเตรียมผู้ชมผู้สังเกตการณ์เพื่อให้ทุกคนได้รับประโยชน์จากการแสดงบทบาทสมมติให้มากที่สุดจำเป็นต้องให้ผู้ชมหรือสังเกตการณ์รู้จักวิเคราะห์การแสดง รู้จักสังเกตเพื่อให้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ให้มากที่สุด
2.5การเตรียมพร้อมก่อนแสดงผู้แสดงควรปรึกษาหารือและวางแผนร่วมกันอย่างคร่าวๆว่าจะแสดงกันอย่างไร
2.6ขั้นแสดงให้ผู้แสดงได้แสดงอย่างอิสระเสรีตามธรรมชาติในกรณีที่มีการแสดงไม่เหมาะสมควรปล่อยให้การแสดงเสร็จสิ้นก่อนแล้วจึงค่อยนำมาวิพากษ์วิจารณ์กันภายหลัง
2.7การตัดบทเมื่อการแสดงดำเนินไปพอควรเป็นไปตามสถานการณ์ที่กำหนดแล้วผู้แสดงจะหยุดการแสดงเองหรืออาจตัดบทอยางจงใจเพื่อให้ผู้ชมนำข้อมูลมาวิเคราะห์หรืออภิปรายร่วมกัน
3.ขั้นวิเคราะห์และประเมินผลการแสดงเป็นขั้นที่ทั้งผู้แสดงและผู้ชมจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเกิดการเรียนรู้ร่วมกนในบางกรณีหลังจากที่วิเคราะห์และอภิปรายร่วมกนแล้วกลุ่มอาจจะเสนอแนวคิดในการแก้ไขปัญหาหรือการตัดสินใจที่แตกต่างออกไปอีกทำให้มีวิธีแก้ปัญหาหลายๆแนวหรือถ้าการแสดงครั้งแรกยังไม่ชัดเจนอาจมีการแสดงซ้ำเพื่อดูผลการแสดง หรือหาวิธีแก้ปัญหาอีกครั้งหนึ่งก็ได้
สรุปได้ว่า ขั้นตอนการแสดงบทบาทสมมติ ได้แก่ ขั้นเตรียมการ ขั้นแสดง ขั้นวิเคราะห์และอภิปรายผลการแสดงขั้นแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสรุปดังนั้นผู้สอนจะต้องกำหนดขอบเขตของปัญหาสถานการณ์สมมติและบทบาทสมมติเพื่ออธิบายบทบาทที่นักเรียนจะต้องแสดงว่าทำอย่างไรจึงจะเหมาะสมส่วนผู้สังเกตการณ์นั้นต้องช่วยให้รู้จักสังเกตวิเคราะห์เหตุการณ์เพื่อจะได้ประโยชน์ในการอภิปรายและวิเคราะห์หลังจากการแสดงทำให้เกิดทักษะการคิดจนสามารถเชื่อมโยงไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
6.งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบทบาทสมมติ
นางจีรนะ ดวงภูเมฆ ( 2560 : บทคัดย่อ ) การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติเพื่อส่งเสริมความเชื่อมันในตนเองของเด็กปฐมวัยพัฒนาการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติเพื่อส่งเสริมความเชื่อมันในตนเองของเด็กปฐมวัยที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80หาดัชนีประสิทธิผลของความเชื่อมั่นในตนเองด้วยการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติและเปรียบเทียบความเชื่อมันในตนเองของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่1โรงเรียนบ้านดงเค็งดอนหัน จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ จำนวน 16 แผน และแบบสังเกตพฤติกรรมความเชื่อมันในตนเอง สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมติฐานt-test (Dependent Samples)ผลการวิจัยพบว่าประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติมีค่าเท่ากับ 84.72/85.18 สูงกวาเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ดัชนีประสิทธิผลของความเชื่อมั่นในตนเองด้วยการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ มีค่าเท่ากับ 0.6335 และนักเรียนปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติมีความเชื่อมั่นในตนเองหลังการจัดกิจกรรมสูงกวาก่อนจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ปณิดา ทองมูล ( 2555:บทคัดย่อ ) ผลการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติที่มีต่อความรู้เรื่องภาวะโลกร้อนของเด็กปฐมวัยเพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติที่มีต่อความรู้เรื่องภาวะโลกร้อนของเด็กปฐมวัยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือเด็กปฐมวัยเพศชายและเพศหญิงอายุระหว่าง4-5ปีที่กำลังศึกษาชั้นอนุบาลปีที่3ภาคเรียนที่1ปีการศึกษา 2554จำนวน31คนของโรงเรียนอนุบาลคหกรรมศาสตร์เกษตรภาควิชาคหกรรมศาสตร์คณะเกษตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยการสุ่มแบบกลุ่มเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติจำนวน24แผนแบบทดสอบความรู้เรื่องกาวะโลกร้อนของเด็กปฐมวัยประกอบด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อนผลกระทบจากภาวะโลกร้อนแนวทางการป้องกันภาวะโลกร้อนและการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนนำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติทดสอบค่าtผลการวิจัยพบว่าหลังการทดลองเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติที่มีต่อความรู้เรื่องภาวะโลกร้อนของเด็กปฐมวัยมีคะแนนความรู้เรื่องภาวะโลกร้อนสาเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อนผลกระทบจากภาวะโลกร้อนแนวทางการป้องกันภาวะโลกร้อนและการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ. 05
นางวิภาดา เพ็งธรรม ( 2555:บทคัดย่อ ) ผลของการเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติที่มีต่อความสามรถทางคณิตศาสตร์ด้านการเรียงลำดับเหตุการณ์ของเด็กปฐมวัยเพื่อเปรียบเทียบทักษะคณิตศาสตร์ด้านการเรียงลำดับเหตุการณ์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ เด็กชาย-หญิงอายุ5-6 ปีที่กำลังศึกษาชั้นอนุบาลปีที่ 2ภาคเรียนที่2ปีการศึกษา2555 ในโรงเรียนกลุ่มส่งเสริมประสิทธิภาพการศึกษาโคกก่องอำเภอสำโรง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต41 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 16 คน โดยได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม(Cluster Sampling) ผลการวิจัยพบว่าหลังการทดลองเด็กปฐมวัยที่ได้รับการเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมติที่มีต่อความสามรถทางคณิตศาสตร์ด้านการเรียงลำดับเหตุการณ์ของเด็กปฐมวัยมีคะแนนความรู้สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ. 05
สรุปได้ว่า จากงานวิจัยดังกล่าวมีความสำคัญในการจัดกิจกรรมการแสดงบทบาทสมมติซึ่งมีผลทำให้ผู้เรียนมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเพราะเด็กได้แสดงบทบาทในสถานการณ์ต่างๆที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริงทำให้เกิดความเข้าใจตนเองและคนอื่นมากขึ้นการแสดงบทบาทสมมติยังส่งเสริมให้เด็กกล้าตัดสินใจและรู้จักแก้ปัญหาด้วยตนเองยังมีลักษณะพฤติกรรมที่ถูกต้องเหมาะสมเด็กสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
บทที่ 3
กลุ่มตัวอย่าง | ก่อนการทดลอง | ตัวแปรต้น | หลังการทดลอง |
E | o1 | X กิจกรรมนิทานประกอบบทบาทสมมติ | o2 |


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น